ขนาดรูป Supported ad sizes_Google Display Network

Supported ad sizes 

Supported file size   :  150 KB or smaller

Square and rectangle   

200 × 200            Small square

240 × 400            Vertical rectangle

250 × 250            Square

250 × 360            Triple widescreen

300 × 250            Inline rectangle

336 × 280            Large rectangle

580 × 400            Netboard

Skyscraper

120 × 600            Skyscraper

160 × 600            Wide skyscraper

300 × 600            Half-page ad

300 × 1050          Portrait

Leaderboard    

468 × 60              Banner

728 × 90              Leaderboard

930 × 180            Top banner

970 × 90              Large leaderboard

970 × 250            Billboard

980 × 120            Panorama

Mobile 

300 × 50              Mobile banner

320 × 50              Mobile banner

320 × 100            Large mobile banner

Please follow and like us:

ขนาดของรูปภาพสำหรับใช้โฆษณา Facebook (ปี 2017)

 

1. ภาพสไลด์ (Carousel)

โฆษณาที่เหมาะกับแบรนด์หรืออีเวนท์ที่มีหลายภาพและวิดีโอน่าสนใจ แบรนด์แฟชัน หรือคอนโดมีเนียม นิยมโฆษณาแบบนี้กันมาก ตัวอย่างโฆษณา Carousel คือคลิปด้านล่าง

ภาพ : 1,080 x 1,080 pixels
สัดส่วนภาพ : 1:1 (สี่เหลี่ยมจัตุรัส)

ข้อความ

คำบรรยาย : 90 characters
หัวข้อ : 40 characters
คำอธิบาย : 20 characters

วิดีโอ

ฟอร์แมต : .MOV หรือ .MP4
สัดส่วน : 1:1 (จัตุรัส)
ความละเอียด : อย่างต่ำ 720p
ขนาดไฟล์ : สูงสุด 2.3 GB
ความยาว : สูงสุด 60 นาที (ทั้งบน Facebook และ Instagram)
ภาพ Thumbnail : 1,080 x 1,080 pixels

 

2.  ภาพเดี่ยว (Single image)

นี่คือรูปแบบโฆษณาที่ชาว Facebook เห็นกันบ่อยที่สุด ขนาดของภาพและสัดส่วนที่แนะนำคือ

ภาพ : 1,200 x 628 pixels
สัดส่วนภาพ : 1.91:1

ข้อความ

คำบรรยาย : 90 characters
หัวข้อ : 25 characters
คำอธิบายลิงก์ : 30 characters

กรณีนี้ Facebook แนะนำว่าภาพไม่ควรมีคำบรรยายทับภาพ หรือถ้าอยากมี ก็ควรมีให้น้อยที่สุด ไม่เช่นนั้นคนอาจไม่สนใจคลิกชมโฆษณา

 

3. วีดีโอเดี่ยว(Single video)

แทนที่จะใช้ภาพนิ่งธรรมดา วิดีโอสามารถเรียกผู้ชมได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่ง คุณสมบัติที่แนะนำสำหรับแบรนด์ที่ต้องการโฆษณาด้วยวิดีโอ คือ

ฟอร์แมต : .MOV หรือ .MP4
สัดส่วน : 16:9
ความละเอียด : อย่างต่ำ 720p
ขนาดไฟล์ : สูงสุด 2.3 GB
ความยาว : สูงสุด 60 นาที (ทั้งบน Facebook และ Instagram)
ภาพ Thumbnail : 1,200 x 675 pixels
ความยาวคำบรรยาย : สูงสุด 2,200 characters

ข้อความ

ข้อความ : 90 characters
หัวข้อ : 25 Characters
คำอธิบายลิงก์ : 30 characters

 

4. สไลด์โชว์ (Slideshow)

โฆษณาวนลูปแบบนี้รองรับภาพมากกว่า 10 ภาพขึ้นไป ภาพที่เปลี่ยนไปเรื่อยแบบอัตโนมัติบางทีก็เก๋ไปอีกแบบ

ขนาดที่แนะนำสำหรับ Slideshow คือ

ภาพ : 1,280 x 720 pixels
สัดส่วนภาพ : 16:9, 1:1 หรือ 2:3
ฟอร์แมตวิดีโอ : .MOV หรือ .MP4

ข้อความ

คำบรรยาย : 90 characters
หัวข้อ : 25 characters
คำอธิบาย : 30 characters

 

5. คอลเลกชั่น (Canvas)

นี่คือโฆษณารูปแบบใหม่ที่สุด รองรับเฉพาะการแสดงผลบน mobile ใช้ได้ทั้งกับการ Boost post หรือการเพิ่มการรับรู้ในแบรนด์ ขณะเดียวกันก็ขยายเพิ่มการเข้าถึง รวมถึงกระตุ้นให้เกิดบทสนทนาบนเว็บไซต์ได้

ขนาดที่แนะนำคือ (ชมตัวอย่างเพิ่มเติมที่นี่)

คำบรรยาย : 90 characters
หัวข้อ : 45 characters
คำอธิบาย : 30 characters
ขนาดภาพ : 1,200 x 628 pixels
สัดส่วนภาพ : 1.9:1
ฟอร์แมตวิดีโอ : .MOV หรือ .MP4
สัดส่วนวิดีโอ : 16:9 หรือ 1:1

ภาพใน canvas ที่แสดงเต็มจอจะถูกตั้งค่าเริ่มต้นให้กว้างเต็มจอ แต่นักโฆษณาสามารถเลือกได้ 3 รูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีขนาดที่แนะนำต่างกันไป ได้แก่

 

 

 

ขนาดพอดีความกว้าง (Fit to width) ลิงก์ได้ : กว้าง 1,080 pixels
ขนาดพอดีความกว้าง(Fit to width) แตะเพื่อขยาย : ความสูงภาพอย่างต่ำ 1,080 pixels
ขนาดพอดีความสูง(Fit to height ) เลื่อนซ้ายขวาเพื่อชมภาพในมุมต่างไป : ความสูงภาพ 1,920 pixels
จำนวนภาพ : รองรับได้เกิน 20 ภาพ

 

Please follow and like us:

Social Media Content Marketing: บริการจัดทำเนื้อหา Content สำหรับสื่อโซเซียล

 

Content Marketing

ในยุคที่มีแต่การแข่งขันในโลกของธุรกิจออนไลน์ ทุกคนทั่วโลกเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือเราจะสร้างความน่าสนใจของแบรนด์ของคุณได้อย่างไร
คอนเทนต์อย่างไรที่ดูแล้วดึงดูดผู้คนให้ติดตาม นั่นหมายถึงส่วนแบ่งการตลาดและความแตกต่างด้านความคิด
@isocialthailand  บริษัทฯนักคิดที่จะนำเสนอแนวคิดให้แบรนด์ของคุณ มีตัวตนบนโลกออนไลน์

รายละเอียดเพิ่มเติม: สื่อโซเซียลที่ทางเราบริการโพสต์ ประกอบด้วย : Facebook Page, Instagram, Twitter, Google+

เงื่อนไขการให้บริการ Social Media Content Marketing:
  • บริการนี้ไม่รวมการตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับสินค้าและบริการของธุรกิจ
  • บริการนี้ไม่รวมการ Monitor สื่อโซเซียล
  • บริการนี้ไม่รวม Customer Support หรือ CRM ที่ตอบปัญหา ข้อร้องเรียนต่างๆ ของสินค้าหรือบริการที่เกิดจากลูกค้า โดยเจ้าของแบรนด์จะต้องเป็นผู้ตอบคำถามเอง
  • บริษัทจะไม่เผยแพร่ภาพ เสียง หรือกระทำการใดๆ อันขัดต่อกฏหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมทั้งการชวนเชื่อในรูปแบบโฆษณาตรง
  • ภาพที่ใช้ในการโพสต์ หรือทำโฆษณา จะเป็นภาพที่ถูกลิขสิทธิ์ คุณภาพสูง สำหรับใช้บนสื่อโซเซียลเท่านั้น
  • บริษัทจะมีเริ่มดำเนินการหลังจากที่ลูกค้าเตรียมข้อมูลแล้วส่งข้อมูลดังกล่าวมาให้กับทางเราเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการนับจำนวนวันบริการ  30 วัน จะเริ่มนับในวันที่โพสต์เป็นครั้งแรก ไม่ได้นับจากวันที่เตรียมงาน
  • บริษัทจะเริ่มดำเนินการหลังจากที่ได้รับค่าบริการรายเดือน หรือเปิดใบสั่งซื้อ เรียบร้อยแล้ว
  • กรณีที่ลูกค้ายกเลิกการใช้บริการระหว่างเดือน ทั้งที่ยังไม่ครบระยะเวลาการให้บริการ ทางบริษัทจะคิดค่าบริการเต็มเดือน

ต้องการรายละเอียดหรือใบเสนอราคาติดต่อได้ที่ Line@: @isocialthailand

หรือ email: sales.isocial@gmail.com

โทร.082 461 6945

Please follow and like us:

งัดกลยุทธ์มัดใจคนไทย กูเกิล-เฟซบุ๊ก

 

เป็น 2 ยักษ์ใหญ่โลกออนไลน์ที่ลงทุนในไทยมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้ง“กูเกิล-เฟซบุ๊ก” และล่าสุดยังตอกย้ำถึงความสำคัญของตลาดประเทศไทย

เฟซบุ๊กบุก SMEs

โดยฝั่งเฟซบุ๊ก “จอห์น แวกเนอร์” กรรมการผู้จัดการ เฟซบุ๊ก ประเทศไทย เปิดผยว่า ไทยถือเป็นอันดับ 1 ของโลกในแง่ของการใช้เวลาต่อวันกับโมบายอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งยังมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กต่อเดือน 51 ล้านคน โตขึ้นปีละ 11% มีถึง 34 ล้านคนที่ใช้งานทุกวัน และมีกว่า 1 ล้านเฟซบุ๊กกรุ๊ปแล้ว

ขณะที่มี SMEs 2.5 ล้านราย ทำธุรกิจบนเฟซบุ๊ก ซึ่งไทยติด top 5 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย-แปซิฟิกที่ใช้การแชตเพื่อเข้าถึงลูกค้า และ 51% ของตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยใช้โซเชียลคอมเมิร์ซ โดยมีคนไทยกว่า 40 ล้านคน และอีกกว่า 100 ล้านคนทั่วโลกเข้าถึง SMEs ไทยผ่านเฟซบุ๊ก

“98% ของ SMEs เป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมและแรงบันดาลใจ 70% ของการจ้างงานมาจาก SMEs และ 40% ของ GDP ขับเคลื่อนด้วย SMEs เฟซบุ๊กจึงมุ่งมั่นจะส่งเสริมธุรกิจไทยให้ทรานส์ฟอร์มไปสู่ดิจิทัล โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งจะสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ถึง 320,000 ล้านบาท”

ดังนั้นนอกจากลงทุนขยายสำนักงานในไทยแล้ว ยังได้ศึกษาพฤติกรรมของ SMEs ไทยจนนำไปสู่การพัฒนา “มาร์เก็ตเพลซ” ให้ผู้ใช้ขายสินค้าออนไลน์ได้ ซึ่งเปิดให้ทดลองใช้เป็นแห่งแรกในเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีฟังก์ชั่นช่วยให้ลูกค้าค้นพบธุรกิจต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น มีระบบชำระเงินผ่านพาร์ตเนอร์ในประเทศ ที่จะกำจัดความยุ่งยากในการชำระเงินซึ่งเป็นสาเหตุให้ผู้ซื้อเปลี่ยนใจไม่ซื้อ ทั้งจะมีหลักสูตรอบรมและทีมสนับสนุนด้านการทำโฆษณาให้กับ SMEs ใช้

เฟซบุ๊กในการทำธุรกิจได้มีประสิทธิภาพขึ้น พร้อมเชิญชวนผู้บริโภคช่วยแจ้งร้านค้าที่มีปัญหาคุณภาพด้วยการกด report ในระหว่างที่เฟซบุ๊กหาเครื่องมือมาช่วยแก้ปัญหานี้

Google assistant ภาษาไทย

ฟาก “กูเกิล” นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชีนเลิร์นนิ่ง มาผูกใจคนไทยด้วย “กูเกิล แอสซิสแทนต์” (Google assistant) เวอร์ชั่นภาษาไทย “ศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย” หัวหน้าฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค กูเกิล ประเทศไทย กล่าวว่า ไทยเป็นตลาดสำคัญ ด้วยการใช้งานสมาร์ทโฟนกว่า 54 ล้านเครื่อง ทั้งยังใช้อินเทอร์เน็ตตลอดเวลา จึงศึกษาพฤติกรรมและภาษาไทยที่มีความซับซ้อนอยู่ถึง 2 ปี จนได้ระบบประมวลผลที่ฟังภาษาไทยเข้าใจทั้งที่เป็นภาษาทางการและไม่เป็นทางการ และมีฟีเจอร์หลักที่คนไทยชอบอย่าง เอ็นเตอร์เทน เช่น เปิดเพลง, วิดีโอ ตอบคำถาม ตัวช่วยการเดินทาง การแจ้งเตือน และคุยเล่นได้

ทั้งเปิดเว็บไซต์ “Actions on Google” ให้นักพัฒนาสร้างคำสั่งต่าง ๆ เพื่อปฏิสัมพันธ์กับคนไทยได้มากขึ้น

ปัจจุบัน Google assistant รองรับ 10 ภาษา ตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 30 ภาษาภายในปีนี้

www.isocial.co.th

fb:isocialthailand

Cr: .prachachat.net

Cr ภาพ: siampublic.com

Please follow and like us:

ขนาดโฆษณาแบบรูปภาพที่ใช้กันมากที่สุด

คอมพิวเตอร์: ขนาดโฆษณาที่ใช้กันมากที่สุด

ขนาดโฆษณาที่ผู้ใช้จะเห็นบนคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่อุปกรณ์เคลื่อนที่ หากคุณกำลังดูบทความนี้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ขนาดตัวอย่างเหล่านี้อาจไม่ได้แสดงผลอย่างถูกต้อง

250 x 250

200 x 200

468 x 60

728 x 90

300 x 250

336 x 280

120 x 600

160 x 600

300 x 600

970 x 90

อุปกรณ์เคลื่อนที่: ขนาดโฆษณาที่ใช้กันมากที่สุด

ตัวอย่างต่อไปนี้มีไว้สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ระดับไฮเอนด์

320 x 50

200 x 200

250 x 250

300 x 250

320 x 100

 

Please follow and like us:

ส่องออฟฟิศยักษ์โซเชียลเน็ตเวิร์ค “เฟซบุ๊ก” ประเทศไทย

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า วันนี้ “เฟซบุ๊ก” ประเทศไทย แถลง “แผนการดำเนินงานของ Facebook ในประเทศไทย” พร้อมถือโอกาสเปิดออฟฟิศที่พึ่งขยายใหม่เป็นครั้งแรก ณ เกษร ทาวเวอร์ ชั้น 27 หลังจากได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2558

นายจอห์น แวกเนอร์ กรรมการผู้จัดการ เฟซบุ๊ก ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ของโลกในการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน โดยมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กกว่า 51 ล้านคนในทุกเดือน เติบโต 11% ปีต่อปี และใช้งานวันละ 34 ล้านคน นอกจากนี้ 51% ของคนไทยใช้โซเชียลคอมเมิร์ซแทนการซื้อผ่านเว็บไซต์หรืออีคอมเมิร์ซแบบเดิม

ดังนั้นเพื่อเป็นการยืนยันว่าไทยเป็นประเทศที่สำคัญของเฟซบุ๊ก จึงได้มีการลงทุนขยายออฟฟิศใหม่และเพิ่มกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โครงการให้ความรู้และอบรมผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคม ร่วมกับ C asean เพื่อให้สังคมมีทักษะในการดำเนินธุรกิจ, โครงการคิดก่อนแชร์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการใช้งานบนโลกออนไลน์ เป็นต้น

www.isoicial.co.th

Cr : prachachat.net

 

Please follow and like us:

‘ประยุทธ์’ สั่งเร่ง ก.ม.ดิจิทัล 2 ฉบับ! เคาะแผนปั้น 1 พันคน รอ พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์

 

วันที่ 9 พ.ค. 2561 เวลา 14.00 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการความปลอดภัยไซเบอร์ หรือ บอร์ดไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ครั้งที่ 1/2561 ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมว่า ปัจจุบัน มีกระแสข่าวที่เป็นทั้งข่าวเท็จและข่าวลวง ซึ่งเหล่านี้เกิดจากกระบวนการคิดของคน และแสดงให้เห็นว่าคนไม่หยุดคิดจึงอยากให้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรียังได้ย้ำให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เร่งออกกฎหมาย 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้สามารถทำการค้ากับต่างประเทศได้และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบแนวคิดนโยบายและแผนระดับชาติซึ่งได้มีการหารือในรายละเอียดเพื่อวางแผนป้องกันการโจมตีไซเบอร์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งเว็บไซต์ มัลแวร์ ไวรัส รวมถึงการโจรกรรมข้อมูล โดยได้เห็นชอบให้มีการรักษาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ 6 ชุดแรก ประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินการธนาคารและตลาดหลักทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้รับทราบ 5 แนวทางปฏิบัติในการป้องกันภัยจากโลกไซเบอร์คือ 1.มีขีดความสามารถระบุปัญหาจากไซเบอร์ได้เมื่อถูกโจมตี 2.ป้องกันตัว ล้อมรั้วไม่ให้เกิดเหตุ 3.ตรวจสอบและเฝ้าระวัง 4.ดูแลความปลอดภัยไซเบอร์ และ 5.ฟื้นฟูหากเกิดความเสียหาย

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแผนพัฒนาบุคลากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์จำนวน 1,000 คน ทั้งผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในระดับผู้บริหารระบบ ระดับผู้ใช้ และระดับช่างเทคนิค โดยให้กระทรวงดีอีประสานหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงศึกษาธิการและภาคเอกชนร่วมมือกันพัฒนาบุคลากร โดยใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจำนวน 350 ล้านบาท และงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่น โดยศูนย์ความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาบุคลากรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทั่วอาเซียนจำนวน 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในระยะ 5 ปี

นอกจากนี้ ได้เห็นชอบให้มีการจัดตั้งหน่วยงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชั่วคราวก่อนที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจะมีมติแต่งตั้งคณะขึ้นอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) และศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทยเพื่อประสานงานกลาง และให้การสนับสนุนด้านเทคนิค ความมั่นคง และเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบป้องกันภัยไซเบอร์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยติด 1 ใน 20 ประเทศที่มีความพร้อมด้านความปลอดภัยไซเบอร์โลก

#isocialthailand #digitalmarketing

Cr: thansettakij.com

Please follow and like us:

ผุดแอพบัญชีบนคลาวด์ รับอานิสงส์ ‘สรรพากร’ หนุนใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

เปิดแอพ “เอสเอ็มอีมูฟ” ให้บริการโปรแกรมบัญชีผ่านคลาวด์ สําหรับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ รับ สรรพากรกําหนดให้ผู้ประกอบการ ได้ใช้ e-Tax Invoice รวมถึง กระแสสังคมไร้เงินสด ตั้งเป้าปีนี้ผู้ใช้ 10,000 ราย

นายศราวุธย์ แหลมหลักวรกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เอสเอ็มอีมูฟ จํากัด ผู้ให้บริการแอพพลิเคชันบริหารธุรกิจ สําหรับเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่น เอส เอ็มอีมูฟ (SMEMOVE) โปรแกรมด้าน งานบัญชี ผ่านระบบคลาวด์ ที่ออกแบบ ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่าย มาพร้อมกับ ฟีเจอร์ที่ครอบคลุมทุกงานด้านบัญชี ช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดเวลาและ ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างพนักงาน บัญชี
ขณะที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง ในการจัดงานเอกสารต่างๆ ทางการ บัญชีได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการวางบิล ออกใบเสร็จ หรือการจัดการเงินสด รวมถึงสามารถสรุปงบการเงินได้แบบ เรียลไทม์ทุกที่ทุกเวลา

“ฟีเจอร์เด่นของแอพพลิเคชัน เอสเอ็มอีมูฟ คือ มาพร้อมกับเทคโนโลยี คลาวด์ที่ง่ายต่อการจัดการ วิเคราะห์ ข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลธุรกิจไว้ใน ที่เดียว ทั้งยังช่วยในการจัดทําแบบ ฟอร์มบัญชีและวิธีการบันทึกบัญชี แต่ละประเภทเป็นเรื่องง่าย แม่นยํา และลดข้อบกพร่องในการจัดทํางบ การเงิน”

สําหรับการทําตลาดแอพพลิเคชัน เอสเอ็มอีมูฟ จะมีแพ็กเกจฟรีให้เอส เอ็มอีได้ทดลองเข้ามาใช้แบบไม่มีวัน หมดอายุ 1 ยูสเซอร์ โดยสามารถ สมัครใช้บริการจะมีฟังก์ชันที่เปิดให้ใช้ งานครบ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล 200 เมกะไบต์ ซึ่งมองว่าภายหลังจากที่มี การทดลองใช้งานจะเกิดการบอก ต่อ หรืออัพเกรดไปใช้แพ็กเกจราย เดือน โดยขณะนี้มีแพ็กเกจให้เลือก 3 แพ็กเกจ คือ แพ็กเกจเบสิก สําหรับ 3 ยูสเซอร์ พื้นที่เก็บข้อมูล 2 กิกะไบต์

ราคา 199 บาทต่อเดือน, แพ็กเกจ พรีเมียม สําหรับ 5 ยูสเซอร์ พื้นที่เก็บ ข้อมูล 3 กิกะไบต์ ราคา 399 บาทต่อ เดือน และแพ็กเกจ โปร สําหรับ 10 ยูสเซอร์ พื้นที่เก็บข้อมูล 5 กิกะไบต์ ราคา 699 บาทต่อเดือน
“ตลาดของโปรแกรมบัญชีที่

เป็นคลาวด์กําลังโตขึ้นมาจากหลาย ปัจจัย เช่น กรมสรรพากรได้กําหนดให้ ผู้ประกอบการ ได้ใช้ใบกํากับภาษี อิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ดังนั้น เอกสารแทบทุกอย่างจะเป็นแบบไร้ กระดาษ (Paperless) ทําให้ผู้ประกอบ การจะต้องการโปรแกรมบัญชีมาใช้งาน

นายศราวุธย์ แหลมหลักวรกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เอสเอ็มอีมูฟ จํากัด ผู้ให้บริการแอพพลิเคชันบริหารธุรกิจ สําหรับเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี และ สตาร์ตอัพ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทได้เปิดตัว แอพพลิเคชั่น เอส เอ็มอีมูฟ (SMEMOVE) โปรแกรมด้าน งานบัญชี ผ่านระบบคลาวด์ ที่ออกแบบ ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่าย มาพร้อมกับ ฟีเจอร์ที่ครอบคลุมทุกงานด้านบัญชี ช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดเวลาและ ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างพนักงาน บัญชี
ขณะที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง ในการจัดงานเอกสารต่างๆ ทางการ บัญชีได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการวางบิล ออกใบเสร็จ หรือการจัดการเงินสด รวมถึงสามารถสรุปงบการเงินได้แบบ เรียลไทม์ทุกที่ทุกเวลา

“ฟีเจอร์เด่นของแอพพลิเคชันเอสเอ็มอีมูฟ คือ มาพร้อมกับเทคโนโลยีคลาวด์ที่ง่ายต่อการจัดการ วิเคราะห์ ข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลธุรกิจไว้ใน ที่เดียว ทั้งยังช่วยในการจัดทําแบบ ฟอร์มบัญชีและวิธีการบันทึกบัญชี แต่ละประเภทเป็นเรื่องง่าย แม่นยํา และลดข้อบกพร่องในการจัดทํางบการเงิน”

สําหรับการทําตลาดแอพพลิเคชัน เอสเอ็มอีมูฟ จะมีแพ็กเกจฟรีให้เอสเอ็มอีได้ทดลองเข้ามาใช้แบบไม่มีวัน หมดอายุ 1 ยูสเซอร์ โดยสามารถสมัครใช้บริการจะมีฟังก์ชันที่เปิดให้ใช้ งานครบพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 200 เมกะไบต์ ซึ่งมองว่าภายหลังจากที่มี การทดลองใช้งานจะเกิดการบอกต่อหรืออัพเกรดไปใช้แพ็กเกจรายเดือน โดยขณะนี้มีแพ็กเกจให้เลือก 3 แพ็กเกจ คือ แพ็กเกจเบสิกสําหรับ 3 ยูสเซอร์ พื้นที่เก็บข้อมูล 2 กิกะไบต์

ราคา 199 บาทต่อเดือน, แพ็กเกจ พรีเมียม สําหรับ 5 ยูสเซอร์พื้นที่เก็บ ข้อมูล 3 กิกะไบต์ ราคา 399 บาทต่อ เดือน และแพ็กเกจ โปร สําหรับ 10 ยูสเซอร์ พื้นที่เก็บข้อมูล 5 กิกะไบต์ ราคา 699 บาทต่อเดือน

“ตลาดของโปรแกรมบัญชีที่เป็นคลาวด์กําลังโตขึ้นมาจากหลาย ปัจจัย เช่น กรมสรรพากรได้กําหนดให้ ผู้ประกอบการ ได้ใช้ใบกํากับภาษี อิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ดังนั้น เอกสารแทบทุกอย่างจะเป็นแบบไร้ กระดาษ (Paperless) ทําให้ผู้ประกอบการจะต้องการโปรแกรมบัญชีมาใช้งาน

เพื่อรองรับข้อกําหนดใหม่ หรือ เรื่องสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ที่ การทําธุรกรรมจะผ่านทางการโอนเงิน การใช้เช็คหรือเงินสดก็จะน้อยลง ใน อนาคตธนาคารต่างๆ จะมี API ให้ผู้ พัฒนาโปรแกรมบัญชีได้เชื่อมต่อ ก็จะทําให้ผู้ใช้สามารถสังโอนเงินจาก โปรแกรมหรือเช็คเงินเข้าออกได้จาก ตัวโปรแกรมเลย”

ทั้งนี้ตั้งเป้าไว้ภายในปี 2561 จะ มีผู้ใช้แอพพลิเคชั่น เอสเอ็มอี มูฟราว 10,000 ราย ส่วนรายได้นั้นยังไม่ได้ ตั้งเป้าไว้ โดยบริษัทเป็นเหมือนกับ สตาร์ตอัพทั่วไป ที่ต้องใช้เวลาสร้าง ฐานลูกค้า และตลาดประมาณ 2-3 ปี ถึงจะทํากําไร ส่วนแผนการพัฒนาต่อ ยอดผลิตภัณฑ์นั้นขณะนี้กําลังพัฒนา

ระบบสําหรับผู้ใช้งานขายของออนไลน์ (e-commerce) ให้ใช้งานได้ด้วยฟังก์ชัน ที่ขายและส่ง จบในหน้าเดียว ซึ่งจะใช้ งานได้ง่ายรวมถึงการเชื่อมต่อไปยัง พันธมิตรที่ผูกระบบหน้าบ้าน (เว็บไซต์) เมื่อมีการขายระบบก็จะส่งข้อมูลกลับ มาที่หลังบ้านเอสเอ็มอี มูฟ ทันที
นายศราวุธย์ กล่าวต่อไปอีกว่า สําหรับการแข่งขันในตลาดนั้นคู่แข่งมี หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ แต่ อุปสรรคของคู่แข่งต่างประเทศคือต้อง เข้าใจกฎหมายในเมืองไทย เพราะบ้าน เรามีข้อกําหนดมากมาย ส่วนคู่แข่งใน ประเทศจะมีผู้พัฒนารายเก่าๆ ที่หันมา ให้บริการแบบคลาวด์มากขึ้น ซึ่งคง ต้องชี้วัดกันเรื่องของราคาและฟังก์ชัน ที่ตอบโจทย์ลูกค้า

cr: thansettakij.com

 

Please follow and like us:

“ไมโครซอฟท์” หนุนผู้หญิง ประกอบวิชาชีพใน “STEM”

“ไมโครซอฟท์” หนุนผู้หญิง ประกอบวิชาชีพใน “STEM”

การสร้างความเชื่อมั่นว่าคนไทยทุกคนจะได้รับโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี และทักษะที่เกี่ยวข้องนับเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของ ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ด้วยเหตุนี้เอง จึงร่วมมือกับภาครัฐ และภาคเอกชน ในการเริ่มต้นโครงการ และกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อเปิดตัวแคมเปญ #MakeWhatsNext ที่ถือเป็นโครงการระดับโลกของไมโครซอฟท์ ที่จะสนับสนุนเด็กผู้หญิงในการประกอบอาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือสะเต็มศึกษา (STEM)

“ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในอีก3 ปีข้างหน้า มีการคาดการณ์ว่า 95%ของอาชีพในประเทศไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และอีก 65% ของอาชีพสำหรับคนรุ่นต่อไปจะไม่ใช่อาชีพที่มีอยู่ในปัจจุบัน

“ดังนั้น ทักษะและการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดงานสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยหนึ่งในนั้นคือทักษะเชิงดิจิทัล เพราะมีความสำคัญ และเป็นทักษะที่จำเป็นต่อแรงงานในอนาคต และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ไมโครซอฟท์มีพันธกิจที่จะให้เยาวชนทุกคนได้รับโอกาสในการเข้าถึงทักษะ และความรู้ที่จำเป็นต่อการประสบความสำเร็จในโลกดิจิทัล”

ขณะเดียวกัน ในปัจจุบันจำนวนผู้หญิงที่ศึกษาและประกอบอาชีพในสาขาสะเต็มศึกษายังมีจำนวนไม่มากนัก ทั้งที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างมากในช่วงหลายสิบปีผ่านมา โดย สถาบันสถิติแห่งยูเนสโก (UNESCO”s Institutefor Statistics) ระบุว่ามีเพียง 23% ของจำนวนนักวิจัยทั้งหมดในเอเชียตะวันออก และเอเชีย-แปซิฟิกที่เป็นผู้หญิง และมีเพียง 35% ของนักเรียนผู้หญิงที่ศึกษาสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มศึกษา

ทั้งนี้ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เราจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนพลังของเด็กผู้หญิงในสาขาสะเต็มศึกษา สำหรับบุคคลทั่วไปใน 2 กิจกรรม และมีผู้เข้าร่วมทั้งหมดกว่า 104 คน โดยหนึ่งในนั้นคือกิจกรรม DigiGirlz 2018 ซึ่งเป็นการให้คำปรึกษานักเรียนผู้หญิงในระดับมัธยมต้น และมัธยมปลายเกี่ยวกับประโยชน์ของการเรียนด้านสะเต็มศึกษา และสนับสนุนให้เข้าร่วมเวิร์กช็อปภาคปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มศึกษาด้วย

“ธนวัฒน์” กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ความแตกต่างทางเพศมีต่อความสำเร็จด้านสะเต็มศึกษาจะลดลงในช่วงเวลาหลายปีผ่านมา แต่การเหมารวมที่ว่าผู้ชายเท่านั้นที่สามารถประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและวิศวกรรมก็ยังคงอยู่

“สำหรับเด็กนักเรียนแล้ว โอกาสในการเข้าถึงสะเต็มศึกษา และการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเท่านั้นยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิงที่มักจะรู้สึกกลัว หรือกับวิชาที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มศึกษาที่อาจรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ การชักจูงให้เด็กผู้หญิงหันมาให้ความสนใจสะเต็มศึกษามากขึ้นนั้นจะต้องใช้วิธีการที่ครอบคลุม หลอมรวมกันอย่างลงตัวและให้เขามองเห็นอนาคต”

“เครื่องมือที่ดีจะทำให้เด็ก ๆ เกิดความเข้าใจคือการสนับสนุนที่เหมาะสมการให้คำปรึกษาที่จุดประกายความสนใจ ความคิดสร้างสรรค์ ที่ผ่านมาเราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน สนับสนุนเด็กผู้หญิงเชื่อว่าพวกเขาทำได้ และมีกระบวนการทางความคิดที่นำไปสู่การเติบโต ทั้งยังลดช่องว่างระหว่างเพศได้สำเร็จ และยั่งยืน”

“ชนัญชิดา แขเพ็ญ” หนึ่งในนักเรียนผู้เข้าร่วม DigiGirlz บอกว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจโค้ดดิ้งมาก่อน แต่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเข้าร่วมงาน #MakeWhatsNext-DigiGirlz ทำให้กล้าที่จะเรียนรู้ ผิดก็ไม่เป็นไร แก้ไขได้

“ตอนแรกคิดว่ายาก แต่กิจกรรมวันนี้ทำให้การเขียนโค้ดเข้าใจง่าย ทำให้เปิดใจยอมรับการเขียนโค้ดมากขึ้น”

นับเป็นการสร้างแรงบันดาลในการเรียนด้านสะเต็มศึกษาให้กับเด็กผู้หญิง และขับเคลื่อนตลาดงานแรงงานสำหรับคนรุ่นใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

www.isocial.co.th

Cr ข่าว : prachachat.net

 

 

Please follow and like us:

ฮับโลจิสติกส์”อาลีบาบา” ยึดทำเลทองใกล้สุวรรณภูมิ

อาลีบาบา ตอกเสาเข็ม Smart Digital Hub ทำเลทองใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ “พาณิชย์” ชี้ลงทุนธุรกิจขนส่ง-โลจิสติกส์ เข้าข่ายบัญชีแนบท้าย 2 พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าวฯ 3 ทางเลือกใช้สิทธิประโยชน์ “ครม.ไฟเขียว-บีโอไอ/อีอีซี-เอฟทีเอ”

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) หรือ EEC เปิดเผยว่า จากที่นายแจ็ก หม่า ประธานบริษัท อาลีบาบา เดินทางมาลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) 4 ฉบับกับรัฐบาลไทยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ทางอาลีบาบาได้ตกลงเซ็นสัญญาพื้นที่ เพื่อลงทุนโครงการ Smart Digital Hub เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นเป็นพื้นที่ใน EEC ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าหลังจากนี้จะเริ่มก่อสร้างต่อไป

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) กล่าวว่า โครงการ Smart Digital Hub ที่อาลีบาบาจะใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท จะดำเนินการในปี 2561-2562 ประกอบไปด้วย ศูนย์โลจิสติกส์ คลังสินค้า ที่อาลีบาบาต้องการให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าส่งสินค้าไปกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) ในระยะแรก จากนั้นจะขยายภาคการขนส่งสินค้ากระจายไปสู่ทั่วโลกโดยมีไทยเป็น hub ของอาเซียน

อาลีบาบาตอกเข็มฮับโลจิสติกส์

มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่าง จ.ฉะเชิงเทรา กับ จ.ชลบุรี ซึ่งอาลีบาบาตัดสินใจเลือกพื้นที่แล้ว และเริ่มลงเสาเข็มก่อสร้างศูนย์โลจิสติกส์ก่อนเป็นโครงการแรก เนื่องจากต้องการสร้างเป็นศูนย์กระจายสินค้าไว้เก็บสินค้าที่ต้องนำเข้าและส่งออกตามออร์เดอร์จากการค้าขายบนออนไลน์

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า อาลีบาบาคือหนึ่งในนักลงทุนที่ลงนามความร่วมมือกับทางรัฐบาลไทย ซึ่งจะประกอบไปด้วยการลงทุนในหลายส่วน หลัก ๆ คือศูนย์บริการโลจิสติกส์ ส่วนการขอสิทธิประโยชน์ขณะนี้ยังไม่มีการยื่นขอเข้ามา

ทั้งนี้ตามรายการบัญชีการให้สิทธิประโยชน์ของบีโอไอ สำหรับกิจการศูนย์บริการโลจิสติกส์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบทันสมัยทั้งในและนอกประเทศ เงื่อนไขต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท จะได้สิทธิตามกลุ่ม B1 ยกเว้นอากรเครื่องจักร แต่จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี 2.ศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศด้วยระบบทันสมัย ลงทุนไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท ต้องกระจายสินค้าน้อยกว่า 5 ประเทศ จะได้สิทธิตามกลุ่ม A3 รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษียกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี

3 ทางเลือกใช้สิทธิประโยชน์

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงประเด็นที่อาลีบาบาจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ และศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าเพื่อการส่งออก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์ไทย และอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นั้น ตามหลักการได้มีการยกเว้นให้เฉพาะที่ได้รับอนุญาตประกอบได้ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และไม่เป็นการจำกัดการแข่งขันธุรกิจคนไทยยังคงสามารถดำเนินการได้

“อาลีบาบาเข้ามาลงทุนระบบโลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้าเพื่อส่งต่อไปให้กับผู้บริโภคในประเทศจีน ทั้งได้เข้ามาอบรมให้ความรู้กับบุคลากรไทยในด้านนี้อีกด้วย ถือเป็นเรื่องดีที่จะทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยได้รับการพัฒนา”

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ธุรกิจนี้อยู่ในบัญชีแนบท้าย 2 มีแนวทางการขออนุญาตลงทุนธุรกิจด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ทำได้ 3 แนวทาง คือ 1) แนวทางการขอรับอนุญาต (ตามมาตรา 8) ว่า สามารถขออนุญาตต่อ รมว.พาณิชย์ โดยผ่านการพิจารณาอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

2) หากอาลีบาบาขอบีโอไอ หรือทางสำนักงานอีอีซี ก็จะได้รับการยกเว้นตามมาตรา 12 และ 3) รัฐบาลไทยอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ตามมาตรา 10 จะยกเว้นไม่ใช้บังคับแก่คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.นี้ หาก “ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทย” เป็นการเฉพาะกาล โดยสนธิสัญญาที่ไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณี เช่น การลงทุนผ่านความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาทิ ความตกลงอาเซียน-จีน เป็นต้น

www.isocial.co.th

Cr: prachachat.net

Please follow and like us: