‘แจ็คหม่า’ ยกทัพบุกไทย! ผุด 5 โปรเจ็กต์ยักษ์ ปั้น ‘อี-คอมเมิร์ซ’ ทะลุ 1.8 แสนล้าน

‘แจ็คหม่า’ ยกทัพบุกไทย! ผุด 5 โปรเจ็กต์ยักษ์ ปั้น ‘อี-คอมเมิร์ซ’ ทะลุ 1.8 แสนล้าน

‘อุตตม’ เผย ‘แจ็ค หม่า’ เจ้าพ่ออาลีบาบา ยกทัพบริษัทลูกตอกเสาเข็มลงทุนไทย สร้างดิจิตอลฮับ ขนส่งสินค้า รุกแพลตฟอร์มท่องเที่ยว ขายข้าวออนไลน์ ดันรายได้ธุรกิจ ‘อี-คอมเมิร์ซ’ ปี 2565 โตก้าวกระโดดทะลุ 1.8 แสนล้านบาท

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นายแจ็ค หม่า ประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบา จะมาเยือนประเทศไทยในวันที่ 19 เม.ย. 2561 นี้ เพื่อประกาศแผนการลงทุนของอาลีบาบาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิตอลและส่งเสริมบุคลากรไทยในการพัฒนาทักษะและขีดความสามารถด้านดิจิตอล อี-คอมเมิร์ซ ใน 5 โครงการสำคัญ ๆ ประกอบด้วย

รุกตั้ง ‘ดิจิตอลฮับ’ ในอีอีซี
1.โครงการลงทุนสร้างศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่อีอีซี เงินลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาท เปิดดำเนินงานปี 2562 โดยจะอาศัยเทคโนโลยีระดับโลกของอาลีบาบาในด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และไปยังที่อื่นทั่วโลก ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานกับกรมศุลกากรในการยกระดับพิธีการทางศุลกากรให้เป็นระบบดิจิตอลด้วย

“การตั้งศูนย์ Smart Digital Hub นี้ จะช่วยผลักดันให้เหล่าธุรกิจ Startup และ SMEs ไทย สามารถพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิตอลให้เข้าถึงตลาดทั่วโลกได้ รวมถึงจะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาดิจิตอลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานอีอีซีจะเชื่อมประสาน Smart Digital Hub กับเขตนวัตกรรมดิจจิตอล หรือ ดิจิตอลพาร์ก (EECd) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ด้วย”

เร่งสร้าง “ดาวเด่นดิจิตอล”
2.โครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรในด้านดิจิตอลและการส่งเสริมธุรกิจผ่าน อี-คอมเมิร์ซ ซึ่งอาลีบาบาจะร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนากลุ่มคนเก่ง หรือ “ดาวเด่นด้านดิจิตอล” โดยอาลีบาบาได้เสนอให้วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา หรือ Alibaba Business School (ABS) มาร่วมสนับสนุนการใช้ Platform E-Commerce เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน รวมทั้งจะเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงผู้ประกอบการไทย ไปร่วมเข้าโครงการฝึกอบรมพัฒนาในด้านดิจิตอลและ อี-คอมเมิร์ซ ให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งสร้างเครือข่ายกับดาวเด่น หรือ Talents ทั่วโลก ที่ประเทศจีนอีกด้วย

3.โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิตอล อี-คอมเมิร์ซ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ของไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิตอล โดยอาลีบาบาจะจัดทีมงานร่วมลงพื้นที่กับทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรมพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการ Startup ระดับชุมชนทั่วประเทศ

เจาะท่องเที่ยวออนไลน์
4.อาลีบาบาจะร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการจัดทำ Thailand Tourism Platform สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อจัดกิจกรรมด้านการตลาดร่วมกันบนออนไลน์แพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงกับสื่อและช่องทางต่าง ๆ ของ ททท. รวมทั้งจะร่วมมือกันในด้านการใช้ข้อมูลทางการท่องเที่ยว (Tourism Big Data) เพื่อเจาะลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนร่วมมือกันส่งเสริมการท่องเที่ยวในไทยให้รองรับกับยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเมืองรองและการท่องเที่ยวในระดับชุมชนของรัฐบาล

5.กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับอาลีบาบาในการเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com เพื่อสนับสนุนการขายข้าวไทยทางออนไลน์ในจีน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกษตรกรผู้ประกอบการและผู้ส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว สามารถเข้าถึงตลาด E-Commerce ในจีน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

รายได้ ‘อี-คอมเมิร์ซ’ พุ่ง
นายอุตตม กล่าวว่า การเดินทางเยือนไทยครั้งนี้ นายแจ็ค หม่า มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และจะเข้าร่วมพิธีลงนามข้อตกลงความเข้าใจสำหรับโครงการลงทุนใน EEC และความร่วมมือ 4 ฉบับ ซึ่งอาลีบาบาได้ทำการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบในระดับภูมิภาค และเล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นศูนย์กลางด้านดิจิตอลและ อี-คอมเมิร์ซ ในภูมิภาค จึงมีความตั้งใจที่จะมาลงทุนและร่วมมือกับหน่วยงานของไทยในโครงการต่าง ๆ โดยคาดว่ารายได้จากธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ ในประเทศไทย จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 113,400 ล้านบาท ในปี 2561 เป็น 186,500 ล้านบาท ในปี 2565

ดันท่องเที่ยวเมืองรอง
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. มีความร่วมมือกับอาลีบาบาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในการลงนามความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (MOU) ระหว่าง ททท. กับบริษัท Fliggy (เดิมคือ บริษัท Alitrip) ในวันที่ 19 เม.ย. นี้ จะมีสาระหลักเพิ่มเติม จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ เคยมีการลงนามร่วมกันมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2559 กับทาง Alitrip

โดยการลงนามครั้งล่าสุดที่จะเกิดขึ้นกับ Fliggy มีสาระหลักเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มน้ำหนักด้าน Digital Tourism มี Data Sharing Mechanism รวมทั้งการนำเสนอข้อมูลผ่านระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ การสนับสนุนข้อมูลเพื่อแนะนำช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และข้อมูล/ระบบ เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกเดินทางท่องเที่ยวในไทย รวมไปถึงการส่งเสริมพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ควบคู่ไปกับแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ที่มีความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย เป็นต้น

สำหรับความร่วมมือ MOU ระหว่างกันก่อนหน้านี้ ที่มีการดำเนินการร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง จะเน้นใน 6 ประเด็นหลัก

ประเด็นที่ 1 การร่วมมือจัดทำ Thailand Tourism Platform สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อจัดกิจกรรมด้านการตลาดร่วมกันบนออนไลน์ แพลตฟอร์ม ของ Alitrip โดยสามารถเชื่อมโยงกับสื่อและช่องทางต่าง ๆ ของ ททท. สำนักงานในประเทศจีน

ประเด็นที่ 2 การส่งเสริมการตลาด โดยเชิญชวนให้บริษัทนำเที่ยวที่มีคุณภาพทั้งในไทยและจีน ร่วมขายแพ็คเกจบนออนไลน์ แพลตฟอร์ม ของ Alitrip

ประเด็นที่ 3 ความร่วมมือด้านการจัดทำระบบตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของแพ็คเกจทัวร์ รวมทั้งสินค้าและบริการต่าง ๆ ของบริษัทนำเที่ยว ที่ขายแพ็คเกจบนออนไลน์ แพลตฟอร์ม ของ Alitrip

ประเด็นที่ 4 ความร่วมมือด้านการสร้างและนำเสนอสินค้าและบริการใหม่ ๆ เช่น สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวด้านลักชัวรี, เมดิคัล, สปอร์ต เป็นต้น

ประเด็นที่ 5 ความร่วมมือด้านการแชร์ข้อมูลทางการท่องเที่ยวร่วมกัน เพื่อเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่ 6 ความร่วมมือในการประสานช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย โดยการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหรือศูนย์เซอร์วิส เซ็นเตอร์ เป็นต้น

ไม่รับลูกขายข้าวออนไลน์
นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับอาลีบาบา ในการเปิดตัวในโครงการ ‘Thai Rice Flagship Store’ บนเว็บไซต์ Tmall.com เพื่อสนับสนุนการขายข้าวทางออนไลน์จีนนั้น ทางสมาคมก็ได้แจ้งกับสมาชิกให้ทราบว่า ทางรัฐบาลจะมีโครงการนี้ หากสมาชิกบริษัทไหนสนใจให้ติดต่อไปที่กระทรวงพาณิชย์โดยตรง เพราะการนำข้าวเข้าไปขายได้ ผู้นำเข้าข้าวไทยจะต้องมีโควตาการนำเข้าและบริษัทไทยที่จะขายข้าวได้ ก็ต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ซึ่งปัจจุบัน มีบริษัทไทยแค่ 48 ราย ที่สามารถจะขายข้าวได้ โดยแต่ละรายก็ขายออนไลน์อยู่แล้ว ถ้านอกเหนือ 48 บริษัท ที่ได้รับการรับรอง จะนำไปขายข้าวได้หรือไม่ ดังนั้น โครงการนี้ไม่ผ่านความร่วมมือกับสมาคม แต่จะใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ ถ้าบริษัทไหนสนใจก็ติดต่อไปที่กระทรวงพาณิชย์สอบถามโดยตรงได้ทันที

www.isocial.co.th

#isocialgroup  #แจ๊คหม่า #สอนการทำตลาดออนไลน์ #sme

cr ข่าวและภาพ : thansettakij.com

10 แอพไฮเทค! ช่วย ‘คนชรา’ ดูแลสุขภาพ

สมาร์ทโฟนกลายเป็นอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารของคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นผู้สูงอายุพยายามเรียนรู้เทคโนโลยี เริ่มหันมาใช้ช่องทางโซเชียลในการติดต่อสื่อสารพูดกับเพื่อนและลูกหลานมากขึ้น เพื่อไม่ให้ตกยุค แต่ขณะเดียวกันการใช้งานสมาร์ทโฟนอาจมีอุปสรรคตามสภาพร่างกายและกาลเวลา

“ฐานเศรษฐกิจ” จึงได้รวบรวมแอพพลิเคชันช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้สมาร์ทโฟนได้ง่ายขึ้น ลดอุปสรรคด้านสายตา รวมถึงช่วยในการดูแลสุขภาพ

แอพพลิเคชันแรกที่ขอแนะนำ คือ BIG Launcher ทำให้สมาร์ทโฟนเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และบุคคลที่มีโรคทางสายตา ปัญหาเรื่องประสาทสั่งการ หรือ ตาบอด ผู้ใช้ที่บกพร่องทางสายตาและกลัวเทคโนโลยีสามารถใช้ส่วนต่อประสานที่เรียบและง่ายต่อการอ่าน ไม่ต้องกลัวว่าจะทำความผิดพลาดและเสียทุกอย่างไป ด้วยตัวนำทางที่ไม่ทำให้กดดัน และยังมีปุ่ม SOS ที่สามารถช่วยชีวิตได้

Magnifying Glass With Light แอพช่วยขยายตัวหนังสือบนหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเลต ให้ใหญ่ขึ้นได้ โดยไม่ปวดตาและไม่ว่าจะอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านนิตยสาร หรือ เล่นเฟซบุ๊ก

See Doctor Now คือ แอพพลิเคชันระบบบริการทางการแพทย์ยุคใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรึกษาพูดคุยกับแพทย์และพยาบาลแบบเห็นหน้า ผ่าน Live Video Call จากแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน แท็บเลต และคอมพิวเตอร์ โดยผู้เข้ามาใช้บริการจะได้พูดคุยกับพยาบาลวิชาชีพ เพื่อประเมินปัญหาของผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว และอาจให้คำปรึกษาเบื้องต้นในกรณีที่ทำได้ หากผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทาง พยาบาลก็จะทำการส่งต่อหรือทำนัดกับแพทย์เฉพาะทางในขั้นตอนการประเมินและให้คำปรึกษา โดยพยาบาลวิชาชีพเป็นการให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายค่าบริการมีเพียงค่าแพทย์ ซึ่งจะไม่มีการเรียกเก็บเงินจนกว่าจะได้พูดคุยกับแพทย์เฉพาะทางเสร็จสิ้น

แอพแจ้งเตือนทานยา
สำหรับแอพ ‘เตือนทานยา’ เป็นแอพพลิเคชันของไทยที่ช่วยการเตือนทานยาในกลุ่มผู้สูงอายุ ไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่ต้องทานยา และยังสามารถบันทึกยาที่ใช้เป็นประจำได้อีกด้วย ภายในแอพพลิเคชันสามารถบันทึกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลการแพ้ยา ข้อมูลบุคคลที่สามารถติดต่อได้กรณีฉุกเฉิน สามารถบันทึกข้อมูลยาที่ต้องการแจ้งเตือน สามารถบันทึกข้อมูลได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน สามารถบันทึกจำนวนที่ต้องทาน ช่วงเวลาที่ต้องการแจ้งเตือน และข้อมูลการทานยาของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังสามารถบันทึกเบอร์โทรศัพท์ญาติที่สามารถติดต่อได้กรณีฉุกเฉิน และมีเบอร์โทรศัพท์หน่วยงานที่สำคัญที่สามารถติดต่อกรณีเร่งด่วนได้

ThaiEMS 1669 เป็นแอพพลิเคชันฉุกเฉินที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ โดยแอพนี้มีไว้เพื่อเรียกรถพยาบาลในพื้นที่ซึ่งใกล้ที่พักอาศัยให้มารับที่บ้าน เพียงกรอกข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่และเบอร์ติดต่อเอาไว้ ซึ่งหากต้องการแจ้งเหตุก็เพียงแค่กดที่วงกลมสีแดง ที่มีข้อความว่า “กดเพื่อเรียกรถพยาบาล” และนอกจากนี้ แอพนี้ยังมีคู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้ใช้ยามฉุกเฉินอีกด้วย

แอพกระตุ้นสมอง
Alzheimer Disease แอพพลิเคชันที่ให้ข้อมูลความรู้และความเข้าใจต่อโรคอัลไซเมอร์ ยังให้ความสนุกสนานในการใช้งานรูปแบบเกมด้วย โดยในแอพดังกล่าวมีเล่นเกมส์ตอบคำถามแบบมีตัวเลือก มีหลายด่าน (เกาะ) เช่น 10 อาการเตือนของโรค เกาะแนวทางป้องกันโรค และเกาะการดูแลผู้ป่วย โดยแต่ละเกาะจะมีด่านภารกิจให้ผู้เล่นได้ทดสอบ นอกจากให้ความรู้แล้วยังได้กระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยในระบบความจำและแต่ละด่านจะสอดแทรกเกมเสริมทักษะ

‘ชราเฮโย’ เป็นแอพพลิเคชันที่จะช่วยประเมินแนวโน้มสุขภาพในอนาคต ที่เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าตอนนี้จะห่างไกลจากวัยสูงอายุแค่ไหน มีวิถีชีวิตแบบใด เพียงตอบคำถามจากพฤติกรรมของตัวเองแล้ว มาดูแนวโน้มกันว่า เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุจะมีสุขภาพที่สดชื่นสดใสห่างไกลโรคภัยแบบชราเฮโย หรือ จะสดชื่นแบบพอไหว มีโรคภัยกวนใจบ้างแบบชราโรย หรือ อาจจะไม่ค่อยสดชื่นเท่าไร เพราะมีแนวโน้มว่า โรคภัยจะมาเยือนจากการใช้ชีวิตแบบละเลยการดูแลสุขภาพ ‘ชราเฮโย’ยังมีคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการดูแลสุขภาพ

Pill Reminder Pro เป็นแอพพลิเคชันเตือนความจำเวลาทานยาสำหรับผู้สูงอายุ โดยหลายต่อหลายครั้ง ผู้สูงอายุมักลืมเวลากินยาของตัวเอง ด้วยเหตุนี้แอพพลิเคชัน Pill Reminder Pro จึงคิดขึ้นมาตอบโจทย์ตารางเวลาของชีวิต โดยการใช้งานเพียงกรอกชื่อ จำนวนครั้งที่รับประทานยา และเวลาที่ต้องกินยา หลังจากนั้น จะมีเสียงแจ้งเตือนการกินยา

Blood PressureiBP แอพพลิเคชันช่วยวัดระดับน้ำตาลในเลือด โดยจะทำหน้าที่คอยติดตามผลและวิเคราะห์น้ำตาลในเลือดแต่ละครั้ง ถือเป็นแอพพลิเคชันตัวหนึ่งที่ช่วยให้ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพ และรับมือกับปัญหาสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

Thai-NMSQ แอพพลิเคชันเครื่องมือในการคัดกรองอาการ ที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งจะทำให้ได้ผลการรักษาที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด แอพพลิเคชัน Thai-NMSQ ออกแบบมาเพื่อเป็นแบบสอบถามอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหว 40 ข้อ ด้วยคำถามพร้อมภาพประกอบเข้าใจง่ายแบ่งเป็น 10 หมวดหมู่ คือ ปัญหานอนหลับ-อ่อนเพลีย, ระบบไหลเวียนโลหิตและหกล้ม, ปัญหาทางอารมณ์-พฤติกรรม, ปัญหารับรู้-ประสาทหลอน, ปัญหาความจำ-สมาธิ, ปัญหาทางระบบทางเดินอาหาร, ปัญหาทางระบบทางเดินปัสสาวะ, ปัญหาทางเพศ, ปัญหาอื่น ๆ และอาการขาดความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยยา แต่ละคำถามจะมีระดับความถี่ของอาการในช่วง 1 เดือน ให้ผู้ป่วยได้เลือก พร้อมสรุปผลและบันทึกเป็นภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการนำไปเป็นข้อมูลให้แพทย์วินิจฉัยต่อไป

www.isocial.co.th

cr ข่าว : thansettakij.com

 

กรมเจรจาฯ ทำ Big data คลังข้อมูลการค้าไทยเชื่อมโยงอาเซียน หวังSMEไทยใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา “คลังข้อมูลการค้าไทย” ที่จัดขึ้นในวันที่ 3 เม.ย. ว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได่ร่วมมือกับ 66 หน่วยงานภายใต้ 17 กระทรวงที่ส่งข้อมูลกฎหมาย กฎระเบียบและประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ากว่า 1,600 ฉบับ จัดทำคลังข้อมูลทางการค้าไทย โดยเปิด ใช้งานผ่าน www.thailandntr.com ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 เป็นต้นมา เพื่อให้เป็นไปตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน กำหนดให้สมาชิกอาเซียนต้องจัดทำคลังข้อมูลการค้าสินค้าประกอบด้วยข้อมูลด้านกฎระเบียบ และกฎหมายการค้าของประเทศเผยแพร่เพื่อความโปร่งใสและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ข้อมูลที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ดังกล่าว ประกอบด้วย อัตราภาษีศุลกากร มาตรการที่มิใช่ภาษี กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกของไทย เป็นต้น

โดยหลังจากให้บริการ ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจึงได้ขยายการจัดทำคลังข้อมูลการค้าดังกล่าว ให้ครอบคลุมไปถึงข้อมูลการค้าบริการ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อมูลสาขาบริการ 12 สาขา กฎหมาย/กฎระเบียบที่เกี่ยวกับการค้าบริการ ตารางข้อผูกพันภาคบริการ กฎหมายและข้อมูลด้านอิเล็กทรอนิกส์ และข้อบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

นางอรมน กล่าวเสริมว่า การดำเนินงานเรื่องนี้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้หน่วยราชการไทยจัดทำบิ้กดาต้า (Big Data) เพื่อการรวบรวม วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ที่อาจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะแหล่งข้อมูลด้านกฎระเบียบการค้าของไทยและของประเทศคู่ค้าในอาเซียนได้

อีกทั้ง คลังข้อมูลนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกการใช้งานผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถใช้ฐานข้อมูลนี้ร่วมกับผู้ประกอบการ SME ที่เป็นคู่ค้า ซึ่งจะเกิดประโยชน์ร่วมกันในการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย และอุตสาหกรรมของประเทศโดยรวม เพื่อให้แข่งขันในเวทีภูมิภาคและเวทีโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้

นอกจากนี้ สำนักเลขาธิการอาเซียนก็จะนำคลังข้อมูลการค้าของไทยรวบรวมในเว็บไซต์คลังข้อมูลการค้าอาเซียน ร่วมกับข้อมูลจากสมาชิกอาเซียนอื่นด้วย โดยผู้สนใจสามารถเข้าถึงคลังข้อมูลการค้าอาเซียนผ่านเว็บไซต์ atr.asean.org ทั้งนี้ ไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ของอาเซียนที่ได้เพิ่มข้อมูลกฎหมายกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้าบริการและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไว้ในคลังข้อมูลการค้า และให้บริการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งสำคัญที่จะยกระดับการจัดอันดับเริ่มต้นทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) และการอำนวยความสะดวกทางการค้าของไทยด้วย

www.isocial.co.th

#digitalmarketing #sme #otop #สอนการทำตลาดออนไลน์

Cr:prachachat.net

 

ไปรษณีย์ไทย ย้ำ! อย่าให้ยืมบัตรประชาชนฝากส่งพัสดุ

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ขอแจ้งเตือนประชาชนกรณีฝากส่งสิ่งของทางไปรษณีย์ อย่าให้บุคคลแปลกหน้ายืมบัตรประชาชนเพื่อฝากส่งสิ่งของทางไปรษณีย์ เพื่อป้องกันกรณีผู้กระทำผิดลักลอบส่งสิ่งของผิดกฎหมายผ่านเส้นทางไปรษณีย์ และหลบเลี่ยงการตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่ อาทิ การส่งสิ่งเสพติด การส่งอาวุธ เป็นต้น

มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด “เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดประเภทสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ” และ“เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ” ซึ่งมีสาระสำคัญกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์ เป็นสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ และต้องให้ความร่วมมือดำเนินการโดยผู้ใช้บริการจะต้องแสดงหลักฐานประจำตัว อาทิ บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ฝากส่งหรือผู้ฝากส่งแทน

www.isocial.co.th

Cr: prachachat.net/

#digitalmarketing #สอนการทำตลาดออนไลน์

 

ยุคที่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามามีบทบาททำให้วิถีชีวิตและการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไป

หอการค้าต่างชาติชี้โอกาสไทย ต่อยอดจุดแข็ง-เชื่อมโยง CLMV
ผมมองว่าอีอีซีเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยที่สำคัญ เพราะนับจากการก่อกำเนิดของอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อเกือบๆ 30 ปีที่แล้ว ไทยจำเป็นต้องก้าวสู่ขั้นต่อไป โครงการนี้เป็นก้าวใหม่ที่จะมีความสำคัญต่อประเทศไทยไปอีกในระยะ 10-20 ปีข้างหน้า จุดแข็งของไทยคือตำแหน่งที่ตั้งที่ดีมาก แต่ในยุคที่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามามีบทบาททำให้วิถีชีวิตและการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไป โลกการสื่อสารเข้าสู่ยุค 5G แล้ว และประเทศไทยก็กำลังจะมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตในทุกๆหมู่บ้าน ฉะนั้นเวลามองภาพกว้างๆ เราไม่ได้มองไทยประเทศเดียว หรืออีอีซีพื้นที่เดียว เราต้องมองภูมิภาคที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ผมมองถึงอนุภูมิภาคลุ่มนํ้าโขงที่มีไทยเป็นศูนย์กลาง จากอนุภูมิภาคนี้เรายังเชื่อมโยงกันได้ทางเศรษฐกิจกับจีน อินเดีย บังกลาเทศ ฯลฯ ไทยอยู่ในจุดที่สามารถเป็นสปริงบอร์ด ไปสู่ประเทศเหล่านี้ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโต ภายใน 1-2 ชั่วโมงคุณสามารถบินจากไทยไปทุกประเทศใน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) หากเรามองเห็นการเชื่อมโยงเหล่านี้เราจะเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อมโยง เช่น ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก การเชื่อมโยงกับเส้นทางสายไหมยุคใหม่ของจีนผ่านเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ฯลฯ

จากเวทีการเสวนา Thailand Opportunity :ในสายตาต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา Go Thailand : การลงทุนเพื่ออนาคต จัดโดยฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) และนายอิซาโอะ คุโรดะ รองประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) ได้สะท้อนทรรศนะมุมมองของต่างชาติเกี่ยวกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งที่เป็นโอกาส และจุดอ่อนที่อยากเห็นการปรับปรุงแก้ไข ไว้อย่างน่า
สนใจ ดังนี้

และเพราะเหตุนี้ ไทยควรจะต้องเร่งมือทำโครงการต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม ทำไมเราถึงต้องมีระบบ e-Government ก็เพราะความไวเป็นเรื่องสำคัญ ทำไมเราต้องลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่ซับซ้อนยุ่งยากต่อการดำเนินธุรกิจ นั่นก็เพราะเราต้องการความเร็ว ต้องการลดต้นทุนดำเนินการ เราต้องการประสิทธิภาพและคุณภาพที่ดีขึ้น ผมเองนั้นมีความเชื่อมั่นเต็มร้อยในศักยภาพของประเทศไทย แต่ก็เห็นว่ายังมีอะไรอีกหลายสิ่งที่จะต้องปรับปรุงและทำให้ดีขึ้น จุดอ่อนของไทยนั้นอาจจะเป็นความ “ใจเย็น” หรือพึงพอใจกับความสำเร็จที่เคยมีมาในอดีต แต่ในโลกทุกวันนี้ เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คน รวมทั้งการดำเนินธุรกิจ เราจึงต้องเปิดใจกว้าง เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และปรับตัวให้ทัน พัฒนาตัวเองให้เท่าเทียมมาตรฐานสากล ทุกวันนี้เราพูดถึงการบริหารจัดการเพื่อใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) เอไอ (ปัญญาประดิษฐ์) และ sharing economy สิ่งเหล่านี้คืออนาคต ดังนั้นกรุณาลุกออกจากคอมฟอร์ตโซน แล้วมองไปข้างหน้าว่าอะไรคืออนาคต ไม่เช่นนั้นคุณก็จะกลายเป็นคนที่ทำอะไรแบบใจเย็นๆ แล้วก็กลายเป็นผู้ตาม ไทยควรจะเป็นผู้นำในภูมิภาคนะครับ ไม่ใช่เป็นผู้ตาม

ญี่ปุ่นมีความยินดีที่จะมีส่วนร่วมพัฒนาโครงการต่างๆ ในอีอีซี ปีที่แล้วในเดือนกันยายน มีคณะนักธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆของญี่ปุ่นจำนวนเกือบๆ 600 บริษัทเดินทางมาเยือนไทยและเยี่ยมชมพื้นที่อีอีซี โดยความสนับสนุนขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศ (เจโทร) และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (เมติ) ของญี่ปุ่น ได้มีการจัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นของบริษัทที่มาเยือนไทยดังกล่าว ในจำนวนตอบกลับ 110 ราย มี 25% ที่มีแนวคิดที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าจะทำอะไรในอีอีซี นอกจากนี้ 15% ตอบว่ามองเห็นโอกาสทางธุรกิจในอีอีซี นับว่าเป็นผลตอบรับในเชิงบวก ส่วนใหญ่บริษัทที่มาจะเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พวกเขาพึงพอใจกับสิทธิประโยชน์ต่างๆที่จะได้รับ

จุดแข็งของไทยในทรรศนะของผมก็คล้ายๆกับคุณสแตนลีย์ คัง ส่วนจุดอ่อน ผมอยากจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นซึ่งมีอยู่หลายสิ่ง ไทยประสบความสำเร็จกับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว อีกทั้งยังมีทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเด่น แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ไทยจะต้องต่อยอดเพื่อก้าวสู่อนาคต ต้องหันกลับมาดูว่ายังทำอะไรให้ดีขึ้นได้อีกจากความสำเร็จที่มีอยู่ เพราะถ้าเรานิ่ง เราก็จะไม่ขยับไปข้างหน้า ผมมองว่าสิ่งที่ควรปรับปรุงคือเราต้องมองออกไปนอกประเทศไทยด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน CLMV เพราะการเติบโตของตลาดไทยเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ อีกจุดที่ต้องปรับปรุงคือความสามารถในการพัฒนาบุคลากรรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังไม่เพียงพอ และไทยควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น ผมเห็นด้วยกับเป้าหมายของอีอีซีที่ต้องการส่งเสริมโครงการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา ถัดมาที่ควรปรับปรุงคือ business infrastructure ซึ่งมี 2 ด้าน คือด้านที่จับต้องได้ อย่างถนน ท่าเรือ สนามบิน ฯลฯ ซึ่งไทยกำลังเร่งพัฒนาอยู่ผ่านทางหลายโครงการ และอีกด้านที่จับต้องไม่ได้แต่สำคัญไม่แพ้กัน คือ เรื่องของกฎระเบียบ สิทธิประโยชน์ ความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล เหล่านี้ก็มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นปัจจัยที่จะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นที่จะขยายการลงทุนหรือเข้ามาลงทุนใหม่ๆ เพิ่มเติม

www.isocial.co.th

Cr: thansettakij.com

Cr ภาพ: medium.com

“สมคิด” ชวนนักลงทุนไทย-เทศ ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์-EEC-ดิจิทัล

ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Thailand Taking off to New Heights หัวข้อ “ก้าวใหม่เศรษฐไทย รับความท้าทายอย่างมั่นคง” ว่า ผลจากการทำงานอย่างหนักของรัฐบาลและการร่วมมือกับพันธมิตรของเราภายใต้การนำของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศไทยไม่เพียงแต่สามารถก้าวพ้นความชะลอตัวทางเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถสร้างพัฒนาการในหลากหลายมิติ โอกาสของประเทศที่เราเห็นและคาดหวัง ได้ปรากฎให้เห็นเป็นพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2558-60 ปรากฎการณ์ใหม่ทางเศรษฐกิจของไทยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

แม้พัฒนาการในด้านต่างๆ ของประเทศจะดีขึ้นอย่างน่าพอใจ แต่มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า นี่ไม่ใช่จุดสูงสุด มันจะยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ดีกว่ากำลังรอเราอยู่เบื้องหน้า เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นของโฉมหน้าใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในทศวรรษใหม่ที่จะมาถึง การเติบโตและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของเราจะยังสามารถทะยานไต่ระดับขึ้นไปได้อีก และจะสามารถกระจายความมั่งคั่งใหม่นี้ไปทุกส่วนของสังคมได้ดีขึ้นกว่าในอดีต

“ถ้าไม่มีปรากฎการณ์นอกเหนือการคาดหมายมาทำให้สะดุด เรามั่นใจยิ่งว่าด้วยผลจากโครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่และที่จะขับเคลื่อนต่อไปอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องในอีก 3-4 ปีข้างหน้า โฉมหน้าเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนสู่ยุคใหม่ในระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น และพร้อมเป็นศูนย์กลางการลงทุน การคมนาคมขนส่ง และการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนุภาค CLMVT แห่งนี้”

ยุทธศาสตร์การลงทุน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 โครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือ Mega projects ที่จะช่วยยกระดับสมรรถนะของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านกายภาพของประเทศ ตัวอย่างเช่นการลงทุนที่จะเปลี่ยนโฉมการคมนาคมขนส่งของประเทศ อาทิในด้านรถไฟ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 10 เส้นทาง ระยะทางรวม 464 กิโลเมตร ซึ่งเหลือโครงการที่กำลังจะเปิดประมูลอีก 9 ช่วงตอนวงเงินรวมเกือบ 4 แสนล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัด รวม 4 จังหวัด มูลค่ากว่าแสนหกหมื่นล้านบาทที่จะเริ่มต้นในช่วง 2 ปีข้างหน้านี้ โครงการรถไฟทางคู่ ซึ่งมีโครงการที่กำลังจะประมูลอีก 10 สายทาง เชื่อมโยงการขนส่งทั้งภาคเหนือ กลาง อีสาน และใต้ วงเงินรวมประมาณ 280,000 ล้านบาท โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงภูมิภาคที่เริ่มต้นก่อสร้างแล้ว คือ รถไฟความร่วมมือไทยจีน กรุงเทพ-หนองคาย โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-หัวหิน ที่ TOR ใกล้เสร็จสมบูรณ์ในไม่ช้า

นายสมคิดกล่าวว่า ในด้านท่าอากาศยาน ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะ 3 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 และท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 ตลอดจนการพัฒนาสนามบินขนาดเล็กลงมาในจังหวัดในภูมิภาคที่จะช่วยเสริมสร้างสมรรถนะการขนส่งทางอากาศเพื่อรองรับการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าทางอากาศของประเทศ ทั้งหมดนี้มีการศึกษาและผมได้กำชับให้เริ่มลงทุนโดยเร็ว และโครงการลงทุนด้านพลังงาน ทั้งการสำรวจแหล่งพลังงาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติ โครงการลงทุนในโครงข่ายในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โครงการส่งเสริมพลังงานทดแทน ทั้งหมดนี้ในช่วงระยะเวลา 2560-2564 มูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านๆ บาท ในขณะที่ได้จัดเตรียมโครงการลงทุนด้านไฟฟ้าในช่วงปี 2561-65 ในวงเงินรวมกว่า 7 แสนล้านนี้ ทั้งหมดนี้เพื่อให้พอเพียงรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต

กลุ่มที่ 2 กลุ่มโครงการลงทุนใน Eastern Economic Corridor (EEC) คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่รัฐบาลไทยตั้งใจพัฒนาต่อยอด จากโครงการ eastern seaboard เดิมเพื่อรองรับเป็นฐานรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่เน้นการเพิ่มมูลค่า นวตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ และเพื่อให้เป็นฐานของการสร้าง transshipment port ขนาดใหญ่ในการขนส่งสินค้าเข้าและออกรองรับไม่เพียงแต่ประเทศไทยแต่รองรับ CLMVT โดยรวม ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อให้ EEC เปี่ยมด้วยสมรรถนะในการรองรับนักลงทุน รัฐบาลได้จัดให้มีโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-ระยองเชื่อม 3 สนามบิน วงเงินลงทุนประมาณ 236,700 ล้าน คาดว่าจะประกาศ tor ในเดือนมีนาคมหรืออย่างช้าต้นเดือนเมษายนเพื่อให้พร้อมเปิดดำเนินการปี 2566

โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก วงเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท คาดว่าจะประกาศทีโออาร์เชิญชวนประกวดราคาได้ในเดือนกรกฎาคม 2561 โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงท่าอากาศยานอู่ตะเภา ระยะที่ 1 คาดว่าจะประกาศทีโออาร์ได้ในเดือนมีนาคม 61 โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 วงเงินประมาณ 150,000 ล้านบาท คาดว่าจะประกาศทีโออาร์เดือนสิงหาคม 61 โครงการท่าเรือมาบตะพุด phase 3 มูลค่าโครงการประมาณ 110,000 ล้านบาท คาดว่าจะประกาศทีโออาร์ เดือนมิถุนายน 61

เขตนวัตกรรมระเบียงเศรศฐกิจภาคตะวันออก eeci ที่จะสนับสนุน eec ในการขับเคลื่อน นโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะเป็น global sandbox ที่นักวิจัยและนวตกรรมระดับโลกมาทำงานร่วมกันในรูปแบบ open innovation เพื่อทดลอง ทดสอบนวัตกรรมใหม่สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคต่อไป และโครงการพัฒนา eec ให้เป็น smart logistic hub โดยเชื่อมโยงและประสานปลดล็อกกระบวนการศุลกากรให้เข้าสู่ประเทศที่สามอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การสร้างเขตปลอดภาษีอากรเชื่อมกับการขนส่งเอกชนด้าน e commerce

นายสมคิดกล่าวว่า กลุ่มที่ 3 ได้แก่ กลุ่มโครงการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัล หรือ 4.0 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับ 4 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1.การลงทุนใน digital infra structure เพื่อเป็นฐานรองรับการพัฒนาต่อยอดในอนาคต โดยเน้นการลงทุนใน internet broadband ให้ลงถึงทุกหมู่บ้านกว่า 75,000 หมู่บ้านในปีนี้ เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนรวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายขอบและพื้นที่ห่างไกลให้สามารถเข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง อันจะเป็นจุดเริ่มต้นช่วยเชื่อมต่อไปสู่การใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในการให้บริการด้านการศึกษา สาธารณสุข การพัฒนา smart farmer และsmart sme รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนา smart city ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มต้นโครงการนำร่องที่ภูเก็ต เชียงใหม่ และการสร้างเมืองใหม่ใน eec

การลงทุนใน digital infrastructure เหล่านี้จะทำควบคู่กับการพัฒนาด้าน digital literacy ให้คนไทยเรียนรู้ เข้าใจ มีทักษะและความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี อีกทั้งการเร่งสร้างบุคลากรด้านดิจิตอลในทุกสถาบันการศึกษาและการร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศในการสร้างบุคลากรทางด้านนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการลงทุนใน submarine cable เชื่อมโยง ไทย ฮ่องกง จีน เพื่อให้ไทยสามารถเป็น international gateway ในระดับภูมิภาค การลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ประกอบไปด้วยการลงทุนในดิจิทัล พาร์คในพื้นที่ eec เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันศึกษามาใช้ประโยชน์ในการร่วมพัฒนานวัตกรรมด้านต่างๆ อาทิ AI IoT การพัฒนา IoT institute & consortium เพื่อผลักดันให้มีการใช้และพัฒนาด้าน iot เป็นต้น

2.การสร้างและพัฒนา digital trading โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน e commerce ทั้งการลงทุนของภาครัฐเอง การส่งเสริมแก่ภาคเอกชนให้เข้ามาลงทุนตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบการค้า ecomerce ให้เข้าถึงชุมชนในชนบท เพื่อสร้างศักยภาพแก่ชนบทในการเข้าถึงตลาดโลก ทั้งในการจำหน่ายสินค้าจากผลิตภัณฑ์ชุมชน และการเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวทั่วโลก อันจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนในชนบท การพัฒนาการค้า online ซึ่งในที่สุดแล้วย่อมนำไปสู่การลงทุนใน logistic และบริการต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการทางการเงิน ซึ่งรัฐบาลในขณะนี้ได้ให้ความสำคัญกับการชักชวนให้นักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุน และร่วมมือในโครงการพัฒนาต่างๆ ทางด้านนี้

3.การขับเคลื่อน digital transformation ในภาคการผลิตและภาคบริการ โดยเฉพาะ sme ให้เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน iot AI sensor technology และ big data ในภาครัฐเองได้จัดสรรงบประมาณจัดตั้งกองทุนและวงเงินสินเชื่อเพื่อขับเคลื่อนในด้านนี้กว่า 2 แสนล้านบาท ในช่วงปีที่ผ่านมา พร้อมๆ ไปกับการร่วมมือกับต่างประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ภาคการผลิตและภาคบริการของไทยเกิดความตื่นตัวเรียนรู้และสามารถเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ดิจิทัลเทคโนโลยีได้ในที่สุด

4.การก้าวสู่ e government ภาครัฐได้พัฒนาระบบการโอนเงินทาง electronic ที่เราเรียกกันเองว่า prompt pay และในปลายเดือนนี้ การรับและชำระเงินของรัฐบาลจะเข้าสู่ระบบไร้เงินสดแต่ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์แทน (National E Payment) ตามด้วยโครงการสวัสดิการคนจน ด้วยการช่วยเหลือคนจนผ่านการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะขยายผลต่อไปสู่ทุกโครงการของรัฐกับประชาชน ไม่ว่าการคมนาคมขนส่ง การให้สวัสดิการในด้านต่างๆ ต่อไป รัฐบาลยังได้ผลักดันระบบ E tax system เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บและอำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ประชาชน ที่สำคัญที่สุดคือ การให้ทุกหน่วยงานของรัฐทั้งกระทรวง ทบวง กรม และรัฐวิสาหกิจ เร่งขับเคลื่อนโครงการ big data และ opened data เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์และต่อยอดจากข้อมูลและข่าวสารในอนาคต พร้อมกันนี้รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษเพื่อเข้ามาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และระเบียบกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดิจิทัลให้ทันสมัยมิให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในอนาคต โครงการทุกโครงการข้างต้น รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้ภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมกับเรา โดยประสานติดต่อกับทาง BOI

www.isocial.co.th

Cr:prachachat.net