ฮับโลจิสติกส์”อาลีบาบา” ยึดทำเลทองใกล้สุวรรณภูมิ

อาลีบาบา ตอกเสาเข็ม Smart Digital Hub ทำเลทองใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ “พาณิชย์” ชี้ลงทุนธุรกิจขนส่ง-โลจิสติกส์ เข้าข่ายบัญชีแนบท้าย 2 พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าวฯ 3 ทางเลือกใช้สิทธิประโยชน์ “ครม.ไฟเขียว-บีโอไอ/อีอีซี-เอฟทีเอ”

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) หรือ EEC เปิดเผยว่า จากที่นายแจ็ก หม่า ประธานบริษัท อาลีบาบา เดินทางมาลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) 4 ฉบับกับรัฐบาลไทยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ทางอาลีบาบาได้ตกลงเซ็นสัญญาพื้นที่ เพื่อลงทุนโครงการ Smart Digital Hub เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นเป็นพื้นที่ใน EEC ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าหลังจากนี้จะเริ่มก่อสร้างต่อไป

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) กล่าวว่า โครงการ Smart Digital Hub ที่อาลีบาบาจะใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท จะดำเนินการในปี 2561-2562 ประกอบไปด้วย ศูนย์โลจิสติกส์ คลังสินค้า ที่อาลีบาบาต้องการให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าส่งสินค้าไปกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) ในระยะแรก จากนั้นจะขยายภาคการขนส่งสินค้ากระจายไปสู่ทั่วโลกโดยมีไทยเป็น hub ของอาเซียน

อาลีบาบาตอกเข็มฮับโลจิสติกส์

มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่าง จ.ฉะเชิงเทรา กับ จ.ชลบุรี ซึ่งอาลีบาบาตัดสินใจเลือกพื้นที่แล้ว และเริ่มลงเสาเข็มก่อสร้างศูนย์โลจิสติกส์ก่อนเป็นโครงการแรก เนื่องจากต้องการสร้างเป็นศูนย์กระจายสินค้าไว้เก็บสินค้าที่ต้องนำเข้าและส่งออกตามออร์เดอร์จากการค้าขายบนออนไลน์

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า อาลีบาบาคือหนึ่งในนักลงทุนที่ลงนามความร่วมมือกับทางรัฐบาลไทย ซึ่งจะประกอบไปด้วยการลงทุนในหลายส่วน หลัก ๆ คือศูนย์บริการโลจิสติกส์ ส่วนการขอสิทธิประโยชน์ขณะนี้ยังไม่มีการยื่นขอเข้ามา

ทั้งนี้ตามรายการบัญชีการให้สิทธิประโยชน์ของบีโอไอ สำหรับกิจการศูนย์บริการโลจิสติกส์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบทันสมัยทั้งในและนอกประเทศ เงื่อนไขต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท จะได้สิทธิตามกลุ่ม B1 ยกเว้นอากรเครื่องจักร แต่จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี 2.ศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศด้วยระบบทันสมัย ลงทุนไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท ต้องกระจายสินค้าน้อยกว่า 5 ประเทศ จะได้สิทธิตามกลุ่ม A3 รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษียกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี

3 ทางเลือกใช้สิทธิประโยชน์

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงประเด็นที่อาลีบาบาจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ และศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าเพื่อการส่งออก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์ไทย และอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นั้น ตามหลักการได้มีการยกเว้นให้เฉพาะที่ได้รับอนุญาตประกอบได้ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และไม่เป็นการจำกัดการแข่งขันธุรกิจคนไทยยังคงสามารถดำเนินการได้

“อาลีบาบาเข้ามาลงทุนระบบโลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้าเพื่อส่งต่อไปให้กับผู้บริโภคในประเทศจีน ทั้งได้เข้ามาอบรมให้ความรู้กับบุคลากรไทยในด้านนี้อีกด้วย ถือเป็นเรื่องดีที่จะทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยได้รับการพัฒนา”

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ธุรกิจนี้อยู่ในบัญชีแนบท้าย 2 มีแนวทางการขออนุญาตลงทุนธุรกิจด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ทำได้ 3 แนวทาง คือ 1) แนวทางการขอรับอนุญาต (ตามมาตรา 8) ว่า สามารถขออนุญาตต่อ รมว.พาณิชย์ โดยผ่านการพิจารณาอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

2) หากอาลีบาบาขอบีโอไอ หรือทางสำนักงานอีอีซี ก็จะได้รับการยกเว้นตามมาตรา 12 และ 3) รัฐบาลไทยอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ตามมาตรา 10 จะยกเว้นไม่ใช้บังคับแก่คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.นี้ หาก “ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทย” เป็นการเฉพาะกาล โดยสนธิสัญญาที่ไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณี เช่น การลงทุนผ่านความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาทิ ความตกลงอาเซียน-จีน เป็นต้น

www.isocial.co.th

Cr: prachachat.net

Please follow and like us:

“แจ็กหม่า”เขย่าธุรกิจไทย อาลีเพย์รุกปลดล็อกไลเซนส์

“แจ็ก หม่า” เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซยกทัพอาลีบาบาเขย่าธุรกิจไทยทุกมิติ “บิ๊กตู่-สมคิด” เปิดช่องปลดทุกล็อก-แจกบีโอไอเว้นภาษีเต็มพิกัด 13 ปี ทั้งขอผ่อนผันเรื่องกฎ “ถิ่นกำเนิดสินค้า” เพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษภาษีศุลกากร ลงทุนศูนย์กระจายสินค้าใช้ไทยเป็นฐานส่ง “สินค้าจีน” บุก CLMV วงในเผยอาลีบาบาเจรจาขอเปิดทาง “อาลีเพย์” รับไลเซนส์ให้บริการทางการเงินในไทยโดยตรง เอกชนไทยแนะรัฐรับมือสินค้านำเข้า เปิดรับแพลตฟอร์มอื่นสร้างการแข่งขัน

 

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายแจ็ก หม่า ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มอาลีบาบา มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ภายใต้กรอบความร่วมมือ Smart Digital Hub and Digital Transformation Strategic Partnership 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ความร่วมมือในด้านการค้าการลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล 2) ความร่วมมือด้านการลงทุน Smart Digital Hub ในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3) ความร่วมมือด้านการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และบุคลากรด้านดิจิทัล 4) ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวผ่านดิจิทัลและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง

ไทยศูนย์กลาง CLMV-T

ดร.สมคิดเน้นย้ำว่า การสร้างความร่วมมือกับอาลีบาบาครั้งนี้จะช่วยไม่เพียงสร้างประโยชน์ให้กับไทย แต่ยังเป็นประโยชน์กับเพื่อนบ้านในฐานะที่ไทยเป็นศูนย์กลางในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งต่อไปจะมีการทำ “Master Plan CLMV-T” ซึ่งมีไทยเป็นศูนย์กลาง เป็นอีกก้าวของการสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาคเพื่อให้เกิดประโยชน์ หากเชื่อมต่อกับจีน ซึ่งกำลังมีนโยบายการสร้างเส้นทางการค้า “one belt one road” (OBOR) และต่อเชื่อมไปยังกลุ่มประเทศในแถบ ACMECs 5 ประเทศ จะทำให้เกิดประโยชน์มหาศาล

“แจ็ก หม่า” โปรยยาหอม

ขณะที่คีย์เวิร์ดสำคัญของ “แจ็ก หม่า” ระบุว่า อาลีบาบามั่นใจในนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รวมถึง EEC ของประเทศไทยมาก จึงได้ศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคและตัดสินใจที่จะลงทุนสร้างดิจิทัลฮับ (smart digital hub) ในพื้นที่อีอีซี ทั้งนี้ ดิจิทัลฮับที่จะสร้างขึ้นนี้ เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยง SMEs ไทย กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดโลก ในลักษณะเดียวกับการพัฒนาหมู่บ้านในจีน “เถาเป่าวิลเลจ” เชื่อว่าแพลตฟอร์มนี้จะทำให้คนไทยได้ประโยชน์ในการสร้างบิสซิเนสโมเดล

ตลอดช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา อาลีบาบาได้มีการส่งทีมงานมาทำงานร่วมกับไทย วางแผนว่า “ต้องลงทุนระยะยาว” มองถึงโอกาสในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีเพื่อให้ 80% ของธุรกิจเอสเอ็มอีให้สามารถก้าวไปทำการตลาดค้าขายในระดับโลกให้ได้

“ตลาดจีนยังเปิดกว้างสำหรับการค้าที่จะเข้าไป โดยในอีก 5 ปีข้างหน้าจีนจะเปิดเสรีการค้าจะมีการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกมากขึ้น 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อจีนเปิดตลาดนั่นหมายถึงโอกาสของทั่วโลก โดยเฉพาะไทยซึ่งกำลังพัฒนาสู่ไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และเป็นโอกาสของเอเชีย การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จะเป็นยุคของเอเชีย เพราะนโยบายของจีนจาก made in China แต่ต่อไปจะเป็น made in internet และในอนาคตมีแผนที่จะเปิดหลักสูตรจากสถาบันของจีนเพื่ออบรมเอสเอ็มอีในไทย ทั้งหมดนี้ไม่ได้ต้องการสิทธิประโยชน์อื่นใดเพิ่มเติมจากที่ไทยให้ในอีอีซี”

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สิทธิประโยชน์การลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในกิจการโลจิสติกส์ 1 ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนใหม่ของบีโอไอ จะได้รับการยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี และได้สิทธิลดหย่อนภาษี 50% ในปีที่ 9-13 หากมีการดำเนินการเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดด้านความร่วมมือ การวิจัยต่าง ๆ

ทั้งนี้ในกรณีของอาลีบาบาที่เข้ามาลงทุนตั้งศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่อีอีซี โดยมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 13 ปี

ปลดล็อก “อาลีเพย์” รับไลเซนส์

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แผนการลงทุนศูนย์กระจายสินค้า 11,000 ล้านบาทในพื้นที่อีอีซี นั้นในส่วนของอาลีบาบายังได้มีการเจรจาเรื่องเกณฑ์ขึ้นต่ำในการผ่อนปรน (De Minimis) เรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำหนดสินค้า (rules of origin) เป็นเกณฑ์ที่อนุโลมให้วัสดุที่ไม่ผ่านตามเกณฑ์การเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากร ยังคงได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรได้ รวมถึงการเจรจาเรื่องสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนอื่น ๆ เพิ่มเติมนอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลเปิดกว้างในการเจรจาสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการที่ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนเป็นรายแรก ๆ

นอกจากนี้ อาลีบาบา กรุ๊ป ยังมีการเจรจาขอให้รัฐบาลสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการค้าออนไลน์ ผ่านระบบอาลีเพย์ (Alipay) ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าอาลีเพย์จะสามารถเข้ามาให้บริการในประเทศไทย แต่ยังเป็นการให้บริการผ่านความร่วมมือกับสถาบันการเงินของไทย ที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดังนั้นทางอาลีบาบาจึงต้องการที่จะให้อาลีเพย์เข้ามาเป็นผู้ให้บริการชำระเงินโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านสถาบันการเงินของไทย รวมทั้งยังมีการข้อเสนออื่น ๆ จากอาลีบาบาเช่นเรื่องระเบียบเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลของภาครัฐด้วย

เขตปลอดอากร “อู่ตะเภา”

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า การลงทุน smart digital hub ของอาลีบาบาในพื้นที่อีอีซี จะเป็นฮับกระจายสินค้าเมื่อมีผู้สั่งสินค้าในภูมิภาคนี้อย่างประเทศ CLMV สินค้าจะถูกส่งมารวมศูนย์และกระจายที่นี้ โดยจะดำเนินการภายใต้เขตปลอดอากรของกรมศุลกากร ส่วนสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปเจรจากับบีโอไอ

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า พระราชบัญญัติศุลกากรฉบับปัจจุบัน ได้มีการกำหนดเรื่องเขตการค้าเสรี ( free trade zone) หากผู้ประกอบการนำสินค้าที่เป็นวัตถุดิบเข้ามาในพื้นที่เขตปลอดอากร เพื่อการผลิต ผสม ประกอบ หรือนำสินค้ามาพักไว้เพื่อส่งออกก็ไม่ต้องเสียภาษี และไม่ต้องขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้านำเข้ามาขายในประเทศก็เสียภาษีตามพิกัด

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรได้ลงนามความร่วมมือกับอาลีบาบา โดยจะมีการออกแบบระบบให้ซิงก์กัน และตรวจสอบควบคุมด้วยระบบ QR Code และควบคุมการขอส่งสินค้าด้วยระบบ e-Lock กล่าวคือเมื่ออาลีบาบานำสินค้าเข้ามากรมศุลฯจะทำ QR Code ติดที่ตัวสินค้า จากนั้นก็จะใช้ระบบ e-Lock ติดตามระหว่างการขนส่งจากสนามบินไปที่เขตปลอดอากรในอีอีซี

สำหรับเขตปลอดอากรที่ทางอาลีบาบาจะตั้งเป็น smart digital hub จะอยู่บริเวณใกล้ ๆ สนามบินอู่ตะเภา พร้อมกันนี้กรมศุลกากร กำลังจะยกระดับด่านศุลกากรมาบตาพุดขึ้นเป็น “กองมาบตาพุด” โดยจะมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมสนามบินอู่ตะเภา ทั้งการทำพิธีการศุลกากร การตรวจสินค้า รวมถึงคลังสินค้าต่าง ๆ และยกระดับด่านศุลกากรท่าเรือจุกเสม็ด เป็นกองท่าเรือจุกเสม็ดด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้เพื่อรองรับการดำเนินการด้านศุลกากรในพื้นที่ EEC

รัฐบาลควรเปิดโอกาสรายอื่น

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลไทยกับอาลีบาบา ครั้งนี้น่าจะมีส่วนส่งเสริมทำภาพลักษณ์ของไทยดีขึ้น ส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะโครงการที่จะช่วยให้เอ็มอีไทยมีโอกาสที่จะขยายช่องทางการทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก ซึ่งถือเป็นทางลัดในการทำธุรกิจ อย่างน้อยก็ช่วยผลักดันให้เอสเอ็มอีไทยสามารถเข้าไปเปิดตลาดจีนได้มากขึ้น ขณะที่อาลีบาบาก็จะได้ประโยชน์ จากการเปิดประตูการค้าครั้งนี้ สร้างโอกาสขยายตลาดไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน CLMV เพิ่ม อย่างไรก็ตามไทยควรขยายความร่วมมือออกไปสู่พันธมิตรรายอื่นที่มีการสร้างแพลตฟอร์มลักษณะนี้ด้วย อาลีบาบาก็เป็นเจ้าใหญ่ในจีน แต่ถ้าในตะวันตกเค้ามีรายอื่นที่แข็งแรงก็ควรทำเพื่อสร้างการแข่งขัน

เรียกร้องปกป้องธุรกิจไทย

แหล่งข่าวจาก ส.อ.ท.กล่าวว่า ภาคเอกชนไม่ทราบเงื่อนไขที่อาลีบาบาขอรับสิทธิประโยชน์อะไรเพื่อแลกเปลี่ยนการให้ความช่วยเหลือไทยในครั้งนี้ แต่สิ่งสำคัญ คือ รัฐต้องปกป้อง ผลประโยชน์อุตสาหกรรมของประเทศให้ได้ ว่าหากร่วมมือแล้วในเรื่องฐานข้อมูล หรือ แพลตฟอร์มทั้งหลายประเทศไทยจะมีส่วนร่วมอย่างไร

ขณะเดียวกันการเปิดตลาดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สินค้าจีนจะเข้ามาในไทยด้วยเช่นกัน จุดนั้นต้องดูเรื่องกลไกการค้าระหว่างประเทศ และมาตรฐาน เพราะหลายสินค้าที่ไทยส่งไปจีนมีแวต หรือต้องเผชิญกับกฎระเบียบอื่น ๆ ก็ต้องดูว่าจะเจรจาอย่างไร ตอนนี้แค่เป็นการเปิดตลาดแต่เรื่องความยากง่ายในการทำธุรกิจต้องไม่เอาเปรียบกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะตามเกมทันหรือไม่ เพราะตอนนี้สินค้าจีนหลายรายการมีการพัฒนา และทะลักเข้ามาในไทย กลุ่มเหล็ก และกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่จีนพัฒนาไปเยอะมาก ๆ เป็นต้น

เรียกผู้ค้าออนไลน์ไทยหารือ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เปิดช่องทางการค้าออนไลน์ Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com ซึ่งมีลูกค้า 650 ล้านคนจากทั่วโลกแค่เพียง 2 วันแรกที่เริ่มเปิดตัวมีคำสั่งซื้อทุเรียน 60,722 คำสั่ง มูลค่า 60 ล้านบาท และมีคำสั่งซื้อข้าวอีก 10 คำสั่งซื้อ ไทยตั้งเป้าหมายจะเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวให้ได้อีก 1 เท่าตัวใน 1 ปี

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เร็ว ๆ นี้จะเชิญผู้ประกอบการผู้ค้าออนไลน์/เจ้าของแพลตฟอร์มของไทยมาหารือถึงแนวทางการในการยกระดับแพลตฟอร์มไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ

MOU ขายข้าวอาลีบาบาติดล็อก

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า แม้ว่าจะได้เปิดตลาดผ่านอาลีบาบา แต่หากไม่สามารถปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องการนำเข้า 4 เรื่องได้ก็ไม่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง กล่าวคือ โดยปกติการส่งออกข้าวไปจีนจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของจีน คือ 1) ผู้ส่งออกต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงาน AQSIQ ก่อน ซึ่งในปัจจุบันผู้ส่งออกที่ผ่านมาตรฐานเพียง 48 รายจากผู้ส่งออกทั้งหมด 200 ราย 2) สินค้าส่งออกต้องผ่านมาตรฐานตรวจสอบของบริษัท CCIC ซึ่งเป็นบริษัทลูกของคอฟโกในไทย ต้องส่งออกให้ได้ถึง 500 ตัน จึงจะคุ้มค่าการตรวจสอบ 3) ผู้นำเข้าข้าวต้องมีการได้รับโควตานำเข้าจากคอฟโกเป็นรายปีไม่สามารถนำเข้าโดยเสรีได้ และ 4) สินค้าข้าวที่ขายในจีนต้องเสียภาษีนำเข้า 1% และเสีย VAT อีก 13% ก็ทำให้ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง ขณะที่ฝ่ายไทยไม่มีมาตรการดูแลสินค้าขาเข้าที่ไม่ได้มาตรฐานเลย อีกทั้งสินค้าจีนยังมีความได้เปรียบเรื่องราคาถูกกว่าไทยด้วย หวังว่าจะศึกษาและให้ความสำคัญกับรายละเอียดใน MOU เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุล

www.isocial.co.th

cr:prachachat.net

Please follow and like us:

‘แจ็คหม่า’ ยกทัพบุกไทย! ผุด 5 โปรเจ็กต์ยักษ์ ปั้น ‘อี-คอมเมิร์ซ’ ทะลุ 1.8 แสนล้าน

‘แจ็คหม่า’ ยกทัพบุกไทย! ผุด 5 โปรเจ็กต์ยักษ์ ปั้น ‘อี-คอมเมิร์ซ’ ทะลุ 1.8 แสนล้าน

‘อุตตม’ เผย ‘แจ็ค หม่า’ เจ้าพ่ออาลีบาบา ยกทัพบริษัทลูกตอกเสาเข็มลงทุนไทย สร้างดิจิตอลฮับ ขนส่งสินค้า รุกแพลตฟอร์มท่องเที่ยว ขายข้าวออนไลน์ ดันรายได้ธุรกิจ ‘อี-คอมเมิร์ซ’ ปี 2565 โตก้าวกระโดดทะลุ 1.8 แสนล้านบาท

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นายแจ็ค หม่า ประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบา จะมาเยือนประเทศไทยในวันที่ 19 เม.ย. 2561 นี้ เพื่อประกาศแผนการลงทุนของอาลีบาบาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิตอลและส่งเสริมบุคลากรไทยในการพัฒนาทักษะและขีดความสามารถด้านดิจิตอล อี-คอมเมิร์ซ ใน 5 โครงการสำคัญ ๆ ประกอบด้วย

รุกตั้ง ‘ดิจิตอลฮับ’ ในอีอีซี
1.โครงการลงทุนสร้างศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่อีอีซี เงินลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาท เปิดดำเนินงานปี 2562 โดยจะอาศัยเทคโนโลยีระดับโลกของอาลีบาบาในด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และไปยังที่อื่นทั่วโลก ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานกับกรมศุลกากรในการยกระดับพิธีการทางศุลกากรให้เป็นระบบดิจิตอลด้วย

“การตั้งศูนย์ Smart Digital Hub นี้ จะช่วยผลักดันให้เหล่าธุรกิจ Startup และ SMEs ไทย สามารถพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิตอลให้เข้าถึงตลาดทั่วโลกได้ รวมถึงจะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาดิจิตอลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานอีอีซีจะเชื่อมประสาน Smart Digital Hub กับเขตนวัตกรรมดิจจิตอล หรือ ดิจิตอลพาร์ก (EECd) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ด้วย”

เร่งสร้าง “ดาวเด่นดิจิตอล”
2.โครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรในด้านดิจิตอลและการส่งเสริมธุรกิจผ่าน อี-คอมเมิร์ซ ซึ่งอาลีบาบาจะร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนากลุ่มคนเก่ง หรือ “ดาวเด่นด้านดิจิตอล” โดยอาลีบาบาได้เสนอให้วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา หรือ Alibaba Business School (ABS) มาร่วมสนับสนุนการใช้ Platform E-Commerce เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน รวมทั้งจะเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงผู้ประกอบการไทย ไปร่วมเข้าโครงการฝึกอบรมพัฒนาในด้านดิจิตอลและ อี-คอมเมิร์ซ ให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งสร้างเครือข่ายกับดาวเด่น หรือ Talents ทั่วโลก ที่ประเทศจีนอีกด้วย

3.โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิตอล อี-คอมเมิร์ซ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ของไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิตอล โดยอาลีบาบาจะจัดทีมงานร่วมลงพื้นที่กับทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรมพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการ Startup ระดับชุมชนทั่วประเทศ

เจาะท่องเที่ยวออนไลน์
4.อาลีบาบาจะร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการจัดทำ Thailand Tourism Platform สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อจัดกิจกรรมด้านการตลาดร่วมกันบนออนไลน์แพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงกับสื่อและช่องทางต่าง ๆ ของ ททท. รวมทั้งจะร่วมมือกันในด้านการใช้ข้อมูลทางการท่องเที่ยว (Tourism Big Data) เพื่อเจาะลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนร่วมมือกันส่งเสริมการท่องเที่ยวในไทยให้รองรับกับยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเมืองรองและการท่องเที่ยวในระดับชุมชนของรัฐบาล

5.กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับอาลีบาบาในการเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com เพื่อสนับสนุนการขายข้าวไทยทางออนไลน์ในจีน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกษตรกรผู้ประกอบการและผู้ส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว สามารถเข้าถึงตลาด E-Commerce ในจีน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

รายได้ ‘อี-คอมเมิร์ซ’ พุ่ง
นายอุตตม กล่าวว่า การเดินทางเยือนไทยครั้งนี้ นายแจ็ค หม่า มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และจะเข้าร่วมพิธีลงนามข้อตกลงความเข้าใจสำหรับโครงการลงทุนใน EEC และความร่วมมือ 4 ฉบับ ซึ่งอาลีบาบาได้ทำการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบในระดับภูมิภาค และเล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นศูนย์กลางด้านดิจิตอลและ อี-คอมเมิร์ซ ในภูมิภาค จึงมีความตั้งใจที่จะมาลงทุนและร่วมมือกับหน่วยงานของไทยในโครงการต่าง ๆ โดยคาดว่ารายได้จากธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ ในประเทศไทย จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 113,400 ล้านบาท ในปี 2561 เป็น 186,500 ล้านบาท ในปี 2565

ดันท่องเที่ยวเมืองรอง
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. มีความร่วมมือกับอาลีบาบาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในการลงนามความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (MOU) ระหว่าง ททท. กับบริษัท Fliggy (เดิมคือ บริษัท Alitrip) ในวันที่ 19 เม.ย. นี้ จะมีสาระหลักเพิ่มเติม จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ เคยมีการลงนามร่วมกันมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2559 กับทาง Alitrip

โดยการลงนามครั้งล่าสุดที่จะเกิดขึ้นกับ Fliggy มีสาระหลักเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มน้ำหนักด้าน Digital Tourism มี Data Sharing Mechanism รวมทั้งการนำเสนอข้อมูลผ่านระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ การสนับสนุนข้อมูลเพื่อแนะนำช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และข้อมูล/ระบบ เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกเดินทางท่องเที่ยวในไทย รวมไปถึงการส่งเสริมพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ควบคู่ไปกับแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ที่มีความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย เป็นต้น

สำหรับความร่วมมือ MOU ระหว่างกันก่อนหน้านี้ ที่มีการดำเนินการร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง จะเน้นใน 6 ประเด็นหลัก

ประเด็นที่ 1 การร่วมมือจัดทำ Thailand Tourism Platform สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อจัดกิจกรรมด้านการตลาดร่วมกันบนออนไลน์ แพลตฟอร์ม ของ Alitrip โดยสามารถเชื่อมโยงกับสื่อและช่องทางต่าง ๆ ของ ททท. สำนักงานในประเทศจีน

ประเด็นที่ 2 การส่งเสริมการตลาด โดยเชิญชวนให้บริษัทนำเที่ยวที่มีคุณภาพทั้งในไทยและจีน ร่วมขายแพ็คเกจบนออนไลน์ แพลตฟอร์ม ของ Alitrip

ประเด็นที่ 3 ความร่วมมือด้านการจัดทำระบบตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของแพ็คเกจทัวร์ รวมทั้งสินค้าและบริการต่าง ๆ ของบริษัทนำเที่ยว ที่ขายแพ็คเกจบนออนไลน์ แพลตฟอร์ม ของ Alitrip

ประเด็นที่ 4 ความร่วมมือด้านการสร้างและนำเสนอสินค้าและบริการใหม่ ๆ เช่น สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวด้านลักชัวรี, เมดิคัล, สปอร์ต เป็นต้น

ประเด็นที่ 5 ความร่วมมือด้านการแชร์ข้อมูลทางการท่องเที่ยวร่วมกัน เพื่อเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่ 6 ความร่วมมือในการประสานช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย โดยการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหรือศูนย์เซอร์วิส เซ็นเตอร์ เป็นต้น

ไม่รับลูกขายข้าวออนไลน์
นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับอาลีบาบา ในการเปิดตัวในโครงการ ‘Thai Rice Flagship Store’ บนเว็บไซต์ Tmall.com เพื่อสนับสนุนการขายข้าวทางออนไลน์จีนนั้น ทางสมาคมก็ได้แจ้งกับสมาชิกให้ทราบว่า ทางรัฐบาลจะมีโครงการนี้ หากสมาชิกบริษัทไหนสนใจให้ติดต่อไปที่กระทรวงพาณิชย์โดยตรง เพราะการนำข้าวเข้าไปขายได้ ผู้นำเข้าข้าวไทยจะต้องมีโควตาการนำเข้าและบริษัทไทยที่จะขายข้าวได้ ก็ต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ซึ่งปัจจุบัน มีบริษัทไทยแค่ 48 ราย ที่สามารถจะขายข้าวได้ โดยแต่ละรายก็ขายออนไลน์อยู่แล้ว ถ้านอกเหนือ 48 บริษัท ที่ได้รับการรับรอง จะนำไปขายข้าวได้หรือไม่ ดังนั้น โครงการนี้ไม่ผ่านความร่วมมือกับสมาคม แต่จะใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ ถ้าบริษัทไหนสนใจก็ติดต่อไปที่กระทรวงพาณิชย์สอบถามโดยตรงได้ทันที

www.isocial.co.th

#isocialgroup  #แจ๊คหม่า #สอนการทำตลาดออนไลน์ #sme

cr ข่าวและภาพ : thansettakij.com

Please follow and like us:

10 แอพไฮเทค! ช่วย ‘คนชรา’ ดูแลสุขภาพ

สมาร์ทโฟนกลายเป็นอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารของคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นผู้สูงอายุพยายามเรียนรู้เทคโนโลยี เริ่มหันมาใช้ช่องทางโซเชียลในการติดต่อสื่อสารพูดกับเพื่อนและลูกหลานมากขึ้น เพื่อไม่ให้ตกยุค แต่ขณะเดียวกันการใช้งานสมาร์ทโฟนอาจมีอุปสรรคตามสภาพร่างกายและกาลเวลา

“ฐานเศรษฐกิจ” จึงได้รวบรวมแอพพลิเคชันช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้สมาร์ทโฟนได้ง่ายขึ้น ลดอุปสรรคด้านสายตา รวมถึงช่วยในการดูแลสุขภาพ

แอพพลิเคชันแรกที่ขอแนะนำ คือ BIG Launcher ทำให้สมาร์ทโฟนเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และบุคคลที่มีโรคทางสายตา ปัญหาเรื่องประสาทสั่งการ หรือ ตาบอด ผู้ใช้ที่บกพร่องทางสายตาและกลัวเทคโนโลยีสามารถใช้ส่วนต่อประสานที่เรียบและง่ายต่อการอ่าน ไม่ต้องกลัวว่าจะทำความผิดพลาดและเสียทุกอย่างไป ด้วยตัวนำทางที่ไม่ทำให้กดดัน และยังมีปุ่ม SOS ที่สามารถช่วยชีวิตได้

Magnifying Glass With Light แอพช่วยขยายตัวหนังสือบนหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเลต ให้ใหญ่ขึ้นได้ โดยไม่ปวดตาและไม่ว่าจะอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านนิตยสาร หรือ เล่นเฟซบุ๊ก

See Doctor Now คือ แอพพลิเคชันระบบบริการทางการแพทย์ยุคใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรึกษาพูดคุยกับแพทย์และพยาบาลแบบเห็นหน้า ผ่าน Live Video Call จากแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน แท็บเลต และคอมพิวเตอร์ โดยผู้เข้ามาใช้บริการจะได้พูดคุยกับพยาบาลวิชาชีพ เพื่อประเมินปัญหาของผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว และอาจให้คำปรึกษาเบื้องต้นในกรณีที่ทำได้ หากผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทาง พยาบาลก็จะทำการส่งต่อหรือทำนัดกับแพทย์เฉพาะทางในขั้นตอนการประเมินและให้คำปรึกษา โดยพยาบาลวิชาชีพเป็นการให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายค่าบริการมีเพียงค่าแพทย์ ซึ่งจะไม่มีการเรียกเก็บเงินจนกว่าจะได้พูดคุยกับแพทย์เฉพาะทางเสร็จสิ้น

แอพแจ้งเตือนทานยา
สำหรับแอพ ‘เตือนทานยา’ เป็นแอพพลิเคชันของไทยที่ช่วยการเตือนทานยาในกลุ่มผู้สูงอายุ ไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่ต้องทานยา และยังสามารถบันทึกยาที่ใช้เป็นประจำได้อีกด้วย ภายในแอพพลิเคชันสามารถบันทึกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลการแพ้ยา ข้อมูลบุคคลที่สามารถติดต่อได้กรณีฉุกเฉิน สามารถบันทึกข้อมูลยาที่ต้องการแจ้งเตือน สามารถบันทึกข้อมูลได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน สามารถบันทึกจำนวนที่ต้องทาน ช่วงเวลาที่ต้องการแจ้งเตือน และข้อมูลการทานยาของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังสามารถบันทึกเบอร์โทรศัพท์ญาติที่สามารถติดต่อได้กรณีฉุกเฉิน และมีเบอร์โทรศัพท์หน่วยงานที่สำคัญที่สามารถติดต่อกรณีเร่งด่วนได้

ThaiEMS 1669 เป็นแอพพลิเคชันฉุกเฉินที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ โดยแอพนี้มีไว้เพื่อเรียกรถพยาบาลในพื้นที่ซึ่งใกล้ที่พักอาศัยให้มารับที่บ้าน เพียงกรอกข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่และเบอร์ติดต่อเอาไว้ ซึ่งหากต้องการแจ้งเหตุก็เพียงแค่กดที่วงกลมสีแดง ที่มีข้อความว่า “กดเพื่อเรียกรถพยาบาล” และนอกจากนี้ แอพนี้ยังมีคู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้ใช้ยามฉุกเฉินอีกด้วย

แอพกระตุ้นสมอง
Alzheimer Disease แอพพลิเคชันที่ให้ข้อมูลความรู้และความเข้าใจต่อโรคอัลไซเมอร์ ยังให้ความสนุกสนานในการใช้งานรูปแบบเกมด้วย โดยในแอพดังกล่าวมีเล่นเกมส์ตอบคำถามแบบมีตัวเลือก มีหลายด่าน (เกาะ) เช่น 10 อาการเตือนของโรค เกาะแนวทางป้องกันโรค และเกาะการดูแลผู้ป่วย โดยแต่ละเกาะจะมีด่านภารกิจให้ผู้เล่นได้ทดสอบ นอกจากให้ความรู้แล้วยังได้กระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยในระบบความจำและแต่ละด่านจะสอดแทรกเกมเสริมทักษะ

‘ชราเฮโย’ เป็นแอพพลิเคชันที่จะช่วยประเมินแนวโน้มสุขภาพในอนาคต ที่เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าตอนนี้จะห่างไกลจากวัยสูงอายุแค่ไหน มีวิถีชีวิตแบบใด เพียงตอบคำถามจากพฤติกรรมของตัวเองแล้ว มาดูแนวโน้มกันว่า เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุจะมีสุขภาพที่สดชื่นสดใสห่างไกลโรคภัยแบบชราเฮโย หรือ จะสดชื่นแบบพอไหว มีโรคภัยกวนใจบ้างแบบชราโรย หรือ อาจจะไม่ค่อยสดชื่นเท่าไร เพราะมีแนวโน้มว่า โรคภัยจะมาเยือนจากการใช้ชีวิตแบบละเลยการดูแลสุขภาพ ‘ชราเฮโย’ยังมีคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการดูแลสุขภาพ

Pill Reminder Pro เป็นแอพพลิเคชันเตือนความจำเวลาทานยาสำหรับผู้สูงอายุ โดยหลายต่อหลายครั้ง ผู้สูงอายุมักลืมเวลากินยาของตัวเอง ด้วยเหตุนี้แอพพลิเคชัน Pill Reminder Pro จึงคิดขึ้นมาตอบโจทย์ตารางเวลาของชีวิต โดยการใช้งานเพียงกรอกชื่อ จำนวนครั้งที่รับประทานยา และเวลาที่ต้องกินยา หลังจากนั้น จะมีเสียงแจ้งเตือนการกินยา

Blood PressureiBP แอพพลิเคชันช่วยวัดระดับน้ำตาลในเลือด โดยจะทำหน้าที่คอยติดตามผลและวิเคราะห์น้ำตาลในเลือดแต่ละครั้ง ถือเป็นแอพพลิเคชันตัวหนึ่งที่ช่วยให้ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพ และรับมือกับปัญหาสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

Thai-NMSQ แอพพลิเคชันเครื่องมือในการคัดกรองอาการ ที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งจะทำให้ได้ผลการรักษาที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด แอพพลิเคชัน Thai-NMSQ ออกแบบมาเพื่อเป็นแบบสอบถามอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหว 40 ข้อ ด้วยคำถามพร้อมภาพประกอบเข้าใจง่ายแบ่งเป็น 10 หมวดหมู่ คือ ปัญหานอนหลับ-อ่อนเพลีย, ระบบไหลเวียนโลหิตและหกล้ม, ปัญหาทางอารมณ์-พฤติกรรม, ปัญหารับรู้-ประสาทหลอน, ปัญหาความจำ-สมาธิ, ปัญหาทางระบบทางเดินอาหาร, ปัญหาทางระบบทางเดินปัสสาวะ, ปัญหาทางเพศ, ปัญหาอื่น ๆ และอาการขาดความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยยา แต่ละคำถามจะมีระดับความถี่ของอาการในช่วง 1 เดือน ให้ผู้ป่วยได้เลือก พร้อมสรุปผลและบันทึกเป็นภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการนำไปเป็นข้อมูลให้แพทย์วินิจฉัยต่อไป

www.isocial.co.th

cr ข่าว : thansettakij.com

 

Please follow and like us:

กรมเจรจาฯ ทำ Big data คลังข้อมูลการค้าไทยเชื่อมโยงอาเซียน หวังSMEไทยใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา “คลังข้อมูลการค้าไทย” ที่จัดขึ้นในวันที่ 3 เม.ย. ว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได่ร่วมมือกับ 66 หน่วยงานภายใต้ 17 กระทรวงที่ส่งข้อมูลกฎหมาย กฎระเบียบและประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ากว่า 1,600 ฉบับ จัดทำคลังข้อมูลทางการค้าไทย โดยเปิด ใช้งานผ่าน www.thailandntr.com ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 เป็นต้นมา เพื่อให้เป็นไปตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน กำหนดให้สมาชิกอาเซียนต้องจัดทำคลังข้อมูลการค้าสินค้าประกอบด้วยข้อมูลด้านกฎระเบียบ และกฎหมายการค้าของประเทศเผยแพร่เพื่อความโปร่งใสและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ข้อมูลที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ดังกล่าว ประกอบด้วย อัตราภาษีศุลกากร มาตรการที่มิใช่ภาษี กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกของไทย เป็นต้น

โดยหลังจากให้บริการ ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจึงได้ขยายการจัดทำคลังข้อมูลการค้าดังกล่าว ให้ครอบคลุมไปถึงข้อมูลการค้าบริการ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อมูลสาขาบริการ 12 สาขา กฎหมาย/กฎระเบียบที่เกี่ยวกับการค้าบริการ ตารางข้อผูกพันภาคบริการ กฎหมายและข้อมูลด้านอิเล็กทรอนิกส์ และข้อบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

นางอรมน กล่าวเสริมว่า การดำเนินงานเรื่องนี้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้หน่วยราชการไทยจัดทำบิ้กดาต้า (Big Data) เพื่อการรวบรวม วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ที่อาจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะแหล่งข้อมูลด้านกฎระเบียบการค้าของไทยและของประเทศคู่ค้าในอาเซียนได้

อีกทั้ง คลังข้อมูลนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกการใช้งานผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถใช้ฐานข้อมูลนี้ร่วมกับผู้ประกอบการ SME ที่เป็นคู่ค้า ซึ่งจะเกิดประโยชน์ร่วมกันในการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย และอุตสาหกรรมของประเทศโดยรวม เพื่อให้แข่งขันในเวทีภูมิภาคและเวทีโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้

นอกจากนี้ สำนักเลขาธิการอาเซียนก็จะนำคลังข้อมูลการค้าของไทยรวบรวมในเว็บไซต์คลังข้อมูลการค้าอาเซียน ร่วมกับข้อมูลจากสมาชิกอาเซียนอื่นด้วย โดยผู้สนใจสามารถเข้าถึงคลังข้อมูลการค้าอาเซียนผ่านเว็บไซต์ atr.asean.org ทั้งนี้ ไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ของอาเซียนที่ได้เพิ่มข้อมูลกฎหมายกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้าบริการและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไว้ในคลังข้อมูลการค้า และให้บริการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งสำคัญที่จะยกระดับการจัดอันดับเริ่มต้นทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) และการอำนวยความสะดวกทางการค้าของไทยด้วย

www.isocial.co.th

#digitalmarketing #sme #otop #สอนการทำตลาดออนไลน์

Cr:prachachat.net

 

Please follow and like us: