ไปรษณีย์ไทย ย้ำ! อย่าให้ยืมบัตรประชาชนฝากส่งพัสดุ

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ขอแจ้งเตือนประชาชนกรณีฝากส่งสิ่งของทางไปรษณีย์ อย่าให้บุคคลแปลกหน้ายืมบัตรประชาชนเพื่อฝากส่งสิ่งของทางไปรษณีย์ เพื่อป้องกันกรณีผู้กระทำผิดลักลอบส่งสิ่งของผิดกฎหมายผ่านเส้นทางไปรษณีย์ และหลบเลี่ยงการตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่ อาทิ การส่งสิ่งเสพติด การส่งอาวุธ เป็นต้น

มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด “เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดประเภทสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ” และ“เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ” ซึ่งมีสาระสำคัญกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์ เป็นสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ และต้องให้ความร่วมมือดำเนินการโดยผู้ใช้บริการจะต้องแสดงหลักฐานประจำตัว อาทิ บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ฝากส่งหรือผู้ฝากส่งแทน

www.isocial.co.th

Cr: prachachat.net/

#digitalmarketing #สอนการทำตลาดออนไลน์

 

ยุคที่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามามีบทบาททำให้วิถีชีวิตและการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไป

หอการค้าต่างชาติชี้โอกาสไทย ต่อยอดจุดแข็ง-เชื่อมโยง CLMV
ผมมองว่าอีอีซีเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยที่สำคัญ เพราะนับจากการก่อกำเนิดของอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อเกือบๆ 30 ปีที่แล้ว ไทยจำเป็นต้องก้าวสู่ขั้นต่อไป โครงการนี้เป็นก้าวใหม่ที่จะมีความสำคัญต่อประเทศไทยไปอีกในระยะ 10-20 ปีข้างหน้า จุดแข็งของไทยคือตำแหน่งที่ตั้งที่ดีมาก แต่ในยุคที่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามามีบทบาททำให้วิถีชีวิตและการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไป โลกการสื่อสารเข้าสู่ยุค 5G แล้ว และประเทศไทยก็กำลังจะมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตในทุกๆหมู่บ้าน ฉะนั้นเวลามองภาพกว้างๆ เราไม่ได้มองไทยประเทศเดียว หรืออีอีซีพื้นที่เดียว เราต้องมองภูมิภาคที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ผมมองถึงอนุภูมิภาคลุ่มนํ้าโขงที่มีไทยเป็นศูนย์กลาง จากอนุภูมิภาคนี้เรายังเชื่อมโยงกันได้ทางเศรษฐกิจกับจีน อินเดีย บังกลาเทศ ฯลฯ ไทยอยู่ในจุดที่สามารถเป็นสปริงบอร์ด ไปสู่ประเทศเหล่านี้ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโต ภายใน 1-2 ชั่วโมงคุณสามารถบินจากไทยไปทุกประเทศใน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) หากเรามองเห็นการเชื่อมโยงเหล่านี้เราจะเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อมโยง เช่น ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก การเชื่อมโยงกับเส้นทางสายไหมยุคใหม่ของจีนผ่านเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ฯลฯ

จากเวทีการเสวนา Thailand Opportunity :ในสายตาต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา Go Thailand : การลงทุนเพื่ออนาคต จัดโดยฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) และนายอิซาโอะ คุโรดะ รองประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) ได้สะท้อนทรรศนะมุมมองของต่างชาติเกี่ยวกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งที่เป็นโอกาส และจุดอ่อนที่อยากเห็นการปรับปรุงแก้ไข ไว้อย่างน่า
สนใจ ดังนี้

และเพราะเหตุนี้ ไทยควรจะต้องเร่งมือทำโครงการต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม ทำไมเราถึงต้องมีระบบ e-Government ก็เพราะความไวเป็นเรื่องสำคัญ ทำไมเราต้องลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่ซับซ้อนยุ่งยากต่อการดำเนินธุรกิจ นั่นก็เพราะเราต้องการความเร็ว ต้องการลดต้นทุนดำเนินการ เราต้องการประสิทธิภาพและคุณภาพที่ดีขึ้น ผมเองนั้นมีความเชื่อมั่นเต็มร้อยในศักยภาพของประเทศไทย แต่ก็เห็นว่ายังมีอะไรอีกหลายสิ่งที่จะต้องปรับปรุงและทำให้ดีขึ้น จุดอ่อนของไทยนั้นอาจจะเป็นความ “ใจเย็น” หรือพึงพอใจกับความสำเร็จที่เคยมีมาในอดีต แต่ในโลกทุกวันนี้ เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คน รวมทั้งการดำเนินธุรกิจ เราจึงต้องเปิดใจกว้าง เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และปรับตัวให้ทัน พัฒนาตัวเองให้เท่าเทียมมาตรฐานสากล ทุกวันนี้เราพูดถึงการบริหารจัดการเพื่อใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) เอไอ (ปัญญาประดิษฐ์) และ sharing economy สิ่งเหล่านี้คืออนาคต ดังนั้นกรุณาลุกออกจากคอมฟอร์ตโซน แล้วมองไปข้างหน้าว่าอะไรคืออนาคต ไม่เช่นนั้นคุณก็จะกลายเป็นคนที่ทำอะไรแบบใจเย็นๆ แล้วก็กลายเป็นผู้ตาม ไทยควรจะเป็นผู้นำในภูมิภาคนะครับ ไม่ใช่เป็นผู้ตาม

ญี่ปุ่นมีความยินดีที่จะมีส่วนร่วมพัฒนาโครงการต่างๆ ในอีอีซี ปีที่แล้วในเดือนกันยายน มีคณะนักธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆของญี่ปุ่นจำนวนเกือบๆ 600 บริษัทเดินทางมาเยือนไทยและเยี่ยมชมพื้นที่อีอีซี โดยความสนับสนุนขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศ (เจโทร) และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (เมติ) ของญี่ปุ่น ได้มีการจัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นของบริษัทที่มาเยือนไทยดังกล่าว ในจำนวนตอบกลับ 110 ราย มี 25% ที่มีแนวคิดที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าจะทำอะไรในอีอีซี นอกจากนี้ 15% ตอบว่ามองเห็นโอกาสทางธุรกิจในอีอีซี นับว่าเป็นผลตอบรับในเชิงบวก ส่วนใหญ่บริษัทที่มาจะเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พวกเขาพึงพอใจกับสิทธิประโยชน์ต่างๆที่จะได้รับ

จุดแข็งของไทยในทรรศนะของผมก็คล้ายๆกับคุณสแตนลีย์ คัง ส่วนจุดอ่อน ผมอยากจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นซึ่งมีอยู่หลายสิ่ง ไทยประสบความสำเร็จกับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว อีกทั้งยังมีทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเด่น แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ไทยจะต้องต่อยอดเพื่อก้าวสู่อนาคต ต้องหันกลับมาดูว่ายังทำอะไรให้ดีขึ้นได้อีกจากความสำเร็จที่มีอยู่ เพราะถ้าเรานิ่ง เราก็จะไม่ขยับไปข้างหน้า ผมมองว่าสิ่งที่ควรปรับปรุงคือเราต้องมองออกไปนอกประเทศไทยด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน CLMV เพราะการเติบโตของตลาดไทยเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ อีกจุดที่ต้องปรับปรุงคือความสามารถในการพัฒนาบุคลากรรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังไม่เพียงพอ และไทยควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น ผมเห็นด้วยกับเป้าหมายของอีอีซีที่ต้องการส่งเสริมโครงการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา ถัดมาที่ควรปรับปรุงคือ business infrastructure ซึ่งมี 2 ด้าน คือด้านที่จับต้องได้ อย่างถนน ท่าเรือ สนามบิน ฯลฯ ซึ่งไทยกำลังเร่งพัฒนาอยู่ผ่านทางหลายโครงการ และอีกด้านที่จับต้องไม่ได้แต่สำคัญไม่แพ้กัน คือ เรื่องของกฎระเบียบ สิทธิประโยชน์ ความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล เหล่านี้ก็มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นปัจจัยที่จะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นที่จะขยายการลงทุนหรือเข้ามาลงทุนใหม่ๆ เพิ่มเติม

www.isocial.co.th

Cr: thansettakij.com

Cr ภาพ: medium.com

“สมคิด” ชวนนักลงทุนไทย-เทศ ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์-EEC-ดิจิทัล

ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Thailand Taking off to New Heights หัวข้อ “ก้าวใหม่เศรษฐไทย รับความท้าทายอย่างมั่นคง” ว่า ผลจากการทำงานอย่างหนักของรัฐบาลและการร่วมมือกับพันธมิตรของเราภายใต้การนำของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศไทยไม่เพียงแต่สามารถก้าวพ้นความชะลอตัวทางเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถสร้างพัฒนาการในหลากหลายมิติ โอกาสของประเทศที่เราเห็นและคาดหวัง ได้ปรากฎให้เห็นเป็นพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2558-60 ปรากฎการณ์ใหม่ทางเศรษฐกิจของไทยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

แม้พัฒนาการในด้านต่างๆ ของประเทศจะดีขึ้นอย่างน่าพอใจ แต่มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า นี่ไม่ใช่จุดสูงสุด มันจะยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ดีกว่ากำลังรอเราอยู่เบื้องหน้า เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นของโฉมหน้าใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในทศวรรษใหม่ที่จะมาถึง การเติบโตและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของเราจะยังสามารถทะยานไต่ระดับขึ้นไปได้อีก และจะสามารถกระจายความมั่งคั่งใหม่นี้ไปทุกส่วนของสังคมได้ดีขึ้นกว่าในอดีต

“ถ้าไม่มีปรากฎการณ์นอกเหนือการคาดหมายมาทำให้สะดุด เรามั่นใจยิ่งว่าด้วยผลจากโครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่และที่จะขับเคลื่อนต่อไปอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องในอีก 3-4 ปีข้างหน้า โฉมหน้าเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนสู่ยุคใหม่ในระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น และพร้อมเป็นศูนย์กลางการลงทุน การคมนาคมขนส่ง และการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนุภาค CLMVT แห่งนี้”

ยุทธศาสตร์การลงทุน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 โครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือ Mega projects ที่จะช่วยยกระดับสมรรถนะของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านกายภาพของประเทศ ตัวอย่างเช่นการลงทุนที่จะเปลี่ยนโฉมการคมนาคมขนส่งของประเทศ อาทิในด้านรถไฟ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 10 เส้นทาง ระยะทางรวม 464 กิโลเมตร ซึ่งเหลือโครงการที่กำลังจะเปิดประมูลอีก 9 ช่วงตอนวงเงินรวมเกือบ 4 แสนล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัด รวม 4 จังหวัด มูลค่ากว่าแสนหกหมื่นล้านบาทที่จะเริ่มต้นในช่วง 2 ปีข้างหน้านี้ โครงการรถไฟทางคู่ ซึ่งมีโครงการที่กำลังจะประมูลอีก 10 สายทาง เชื่อมโยงการขนส่งทั้งภาคเหนือ กลาง อีสาน และใต้ วงเงินรวมประมาณ 280,000 ล้านบาท โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงภูมิภาคที่เริ่มต้นก่อสร้างแล้ว คือ รถไฟความร่วมมือไทยจีน กรุงเทพ-หนองคาย โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-หัวหิน ที่ TOR ใกล้เสร็จสมบูรณ์ในไม่ช้า

นายสมคิดกล่าวว่า ในด้านท่าอากาศยาน ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะ 3 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 และท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 ตลอดจนการพัฒนาสนามบินขนาดเล็กลงมาในจังหวัดในภูมิภาคที่จะช่วยเสริมสร้างสมรรถนะการขนส่งทางอากาศเพื่อรองรับการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าทางอากาศของประเทศ ทั้งหมดนี้มีการศึกษาและผมได้กำชับให้เริ่มลงทุนโดยเร็ว และโครงการลงทุนด้านพลังงาน ทั้งการสำรวจแหล่งพลังงาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติ โครงการลงทุนในโครงข่ายในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โครงการส่งเสริมพลังงานทดแทน ทั้งหมดนี้ในช่วงระยะเวลา 2560-2564 มูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านๆ บาท ในขณะที่ได้จัดเตรียมโครงการลงทุนด้านไฟฟ้าในช่วงปี 2561-65 ในวงเงินรวมกว่า 7 แสนล้านนี้ ทั้งหมดนี้เพื่อให้พอเพียงรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต

กลุ่มที่ 2 กลุ่มโครงการลงทุนใน Eastern Economic Corridor (EEC) คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่รัฐบาลไทยตั้งใจพัฒนาต่อยอด จากโครงการ eastern seaboard เดิมเพื่อรองรับเป็นฐานรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่เน้นการเพิ่มมูลค่า นวตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ และเพื่อให้เป็นฐานของการสร้าง transshipment port ขนาดใหญ่ในการขนส่งสินค้าเข้าและออกรองรับไม่เพียงแต่ประเทศไทยแต่รองรับ CLMVT โดยรวม ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อให้ EEC เปี่ยมด้วยสมรรถนะในการรองรับนักลงทุน รัฐบาลได้จัดให้มีโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-ระยองเชื่อม 3 สนามบิน วงเงินลงทุนประมาณ 236,700 ล้าน คาดว่าจะประกาศ tor ในเดือนมีนาคมหรืออย่างช้าต้นเดือนเมษายนเพื่อให้พร้อมเปิดดำเนินการปี 2566

โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก วงเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท คาดว่าจะประกาศทีโออาร์เชิญชวนประกวดราคาได้ในเดือนกรกฎาคม 2561 โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงท่าอากาศยานอู่ตะเภา ระยะที่ 1 คาดว่าจะประกาศทีโออาร์ได้ในเดือนมีนาคม 61 โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 วงเงินประมาณ 150,000 ล้านบาท คาดว่าจะประกาศทีโออาร์เดือนสิงหาคม 61 โครงการท่าเรือมาบตะพุด phase 3 มูลค่าโครงการประมาณ 110,000 ล้านบาท คาดว่าจะประกาศทีโออาร์ เดือนมิถุนายน 61

เขตนวัตกรรมระเบียงเศรศฐกิจภาคตะวันออก eeci ที่จะสนับสนุน eec ในการขับเคลื่อน นโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะเป็น global sandbox ที่นักวิจัยและนวตกรรมระดับโลกมาทำงานร่วมกันในรูปแบบ open innovation เพื่อทดลอง ทดสอบนวัตกรรมใหม่สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคต่อไป และโครงการพัฒนา eec ให้เป็น smart logistic hub โดยเชื่อมโยงและประสานปลดล็อกกระบวนการศุลกากรให้เข้าสู่ประเทศที่สามอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การสร้างเขตปลอดภาษีอากรเชื่อมกับการขนส่งเอกชนด้าน e commerce

นายสมคิดกล่าวว่า กลุ่มที่ 3 ได้แก่ กลุ่มโครงการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัล หรือ 4.0 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับ 4 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1.การลงทุนใน digital infra structure เพื่อเป็นฐานรองรับการพัฒนาต่อยอดในอนาคต โดยเน้นการลงทุนใน internet broadband ให้ลงถึงทุกหมู่บ้านกว่า 75,000 หมู่บ้านในปีนี้ เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนรวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายขอบและพื้นที่ห่างไกลให้สามารถเข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง อันจะเป็นจุดเริ่มต้นช่วยเชื่อมต่อไปสู่การใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในการให้บริการด้านการศึกษา สาธารณสุข การพัฒนา smart farmer และsmart sme รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนา smart city ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มต้นโครงการนำร่องที่ภูเก็ต เชียงใหม่ และการสร้างเมืองใหม่ใน eec

การลงทุนใน digital infrastructure เหล่านี้จะทำควบคู่กับการพัฒนาด้าน digital literacy ให้คนไทยเรียนรู้ เข้าใจ มีทักษะและความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี อีกทั้งการเร่งสร้างบุคลากรด้านดิจิตอลในทุกสถาบันการศึกษาและการร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศในการสร้างบุคลากรทางด้านนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการลงทุนใน submarine cable เชื่อมโยง ไทย ฮ่องกง จีน เพื่อให้ไทยสามารถเป็น international gateway ในระดับภูมิภาค การลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ประกอบไปด้วยการลงทุนในดิจิทัล พาร์คในพื้นที่ eec เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันศึกษามาใช้ประโยชน์ในการร่วมพัฒนานวัตกรรมด้านต่างๆ อาทิ AI IoT การพัฒนา IoT institute & consortium เพื่อผลักดันให้มีการใช้และพัฒนาด้าน iot เป็นต้น

2.การสร้างและพัฒนา digital trading โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน e commerce ทั้งการลงทุนของภาครัฐเอง การส่งเสริมแก่ภาคเอกชนให้เข้ามาลงทุนตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบการค้า ecomerce ให้เข้าถึงชุมชนในชนบท เพื่อสร้างศักยภาพแก่ชนบทในการเข้าถึงตลาดโลก ทั้งในการจำหน่ายสินค้าจากผลิตภัณฑ์ชุมชน และการเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวทั่วโลก อันจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนในชนบท การพัฒนาการค้า online ซึ่งในที่สุดแล้วย่อมนำไปสู่การลงทุนใน logistic และบริการต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการทางการเงิน ซึ่งรัฐบาลในขณะนี้ได้ให้ความสำคัญกับการชักชวนให้นักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุน และร่วมมือในโครงการพัฒนาต่างๆ ทางด้านนี้

3.การขับเคลื่อน digital transformation ในภาคการผลิตและภาคบริการ โดยเฉพาะ sme ให้เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน iot AI sensor technology และ big data ในภาครัฐเองได้จัดสรรงบประมาณจัดตั้งกองทุนและวงเงินสินเชื่อเพื่อขับเคลื่อนในด้านนี้กว่า 2 แสนล้านบาท ในช่วงปีที่ผ่านมา พร้อมๆ ไปกับการร่วมมือกับต่างประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ภาคการผลิตและภาคบริการของไทยเกิดความตื่นตัวเรียนรู้และสามารถเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ดิจิทัลเทคโนโลยีได้ในที่สุด

4.การก้าวสู่ e government ภาครัฐได้พัฒนาระบบการโอนเงินทาง electronic ที่เราเรียกกันเองว่า prompt pay และในปลายเดือนนี้ การรับและชำระเงินของรัฐบาลจะเข้าสู่ระบบไร้เงินสดแต่ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์แทน (National E Payment) ตามด้วยโครงการสวัสดิการคนจน ด้วยการช่วยเหลือคนจนผ่านการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะขยายผลต่อไปสู่ทุกโครงการของรัฐกับประชาชน ไม่ว่าการคมนาคมขนส่ง การให้สวัสดิการในด้านต่างๆ ต่อไป รัฐบาลยังได้ผลักดันระบบ E tax system เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บและอำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ประชาชน ที่สำคัญที่สุดคือ การให้ทุกหน่วยงานของรัฐทั้งกระทรวง ทบวง กรม และรัฐวิสาหกิจ เร่งขับเคลื่อนโครงการ big data และ opened data เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์และต่อยอดจากข้อมูลและข่าวสารในอนาคต พร้อมกันนี้รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษเพื่อเข้ามาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และระเบียบกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดิจิทัลให้ทันสมัยมิให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในอนาคต โครงการทุกโครงการข้างต้น รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้ภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมกับเรา โดยประสานติดต่อกับทาง BOI

www.isocial.co.th

Cr:prachachat.net