Portfolio true

หลักสูตรอบรม Facebook Build Up Your Own :

หลักสูตร : Facebook Build Up Your Own : 

เครื่องมือของเฟซบุ๊กปรับเปลี่ยนใหม่ตลอดเวลา  การปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดก็ต้องให้ทันต่อวิวัฒนาการของฟีตเจอร์ต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้น

พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนเร็วตามเทคนิคโนโลยีเช่นกัน การค้าขายบนออนไลน์ไม่ง่ายเหมือนอดีตที่ผ่าน หากคุณไม่ปรับหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ  

ค่าคลิกโฆษณาของคุณก็หมดไปกับการได้แค่ยอด Like กลับมาเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่คุณต้องการหรือเปล่า  

เราสอนแบบ Workshop  ไม่ใช่แค่ทฤษฎีแต่ให้ท่านได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อนำกลับไปงานได้จริง

ไม่ได้คัดลอกทฤษฎีมาขาย แต่ถ่ายทอดจากประสบการณ์จริง

ยอดขายดีวัดจากอะไรกันแน่ ?

คนส่วนใหญ่ดูจากจำนวน Like จริงหรือไม่?

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับใครบ้าง

  1. ผู้ประกอบการทั่วไปที่ต้องการใช้ประโยชน์จากช่องทางในโลกดิจิตอลเพื่อสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ ตลอดจนสร้างยอดขายให้กับธุรกิจ
  2. นักธุรกิจ SMEs
  3. ผู้ทำธุรกิจ E-Commerce
  4. นักการตลาดรุ่นใหม่ – Social Media Marketing
  5. ผู้บริหาร ผู้จัดการ เจ้าหน้าฝ่ายการตลาด – การตลาดออนไลน์ – ฝ่ายขาย
  6. ผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ อาจารย์ นักศึกษา นักเรียน
  7. บุคคลทั่วไปที่กำลังมองหาอาชีพ ทำการค้าเป็นของตัวเอง โดยใช้สื่อออนไลน์สร้างยอดขาย

ท่านจะได้รับอะไรจากหลักสูตรนี้

1.สร้างโฆษณาอย่างไรให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำ และรวดเร็ว

2.รู้วิธีการใช้ตัวช่วยในการเข้าถึงและสร้าง Engagement ให้ผู้คน Follow เพจเรา

3.ใครกันแน่ที่จะเป็นลูกค้าเรา สอนให้วิเคราะห์จากสถิติอย่างลึก เพื่อให้นักการตลาดได้นำไปใช้ได้จริง

4.การทำโปรโมชั่นต่อเนื่อง หรือสร้าง Content ให้กลุ่มเป้าหมายที่เราได้คัดแยกออกมาได้แล้วว่าเป็นกลุ่มที่ใช่ลูกค้าเราแน่นอน

 

5.เรียนรู้การสร้างโฆษณา Facebook Ads ทุกวิธี ทุกฟังก์ชั่น

1. Audiences  ลูกค้าของคุณอยู่ที่ไหน ใครคือลูกค้าของเรากันแน่ ต้องวิเคราะห์ทางสถิติ เพราะสถิติไม่เคยพลาด ถ้าคุณเข้าใจมัน

2.Manage Ads จะบริการโฆษณาอย่างไรให้คุ้ม และเข้าถึงกลุ่มที่ใช่จริงๆ

3.Lookalike Audiences  จะต่อยอดกับกลุ่มใหม่อย่างไร ให้มาเป็นลูกค้าเรา

4.Tools ต่างๆ ที่เป็นตัวช่วยอย่าดี

5.เทคนิคต่างๆ ที่นำไปใช้งานได้จริง 

6.Facebook Statistic Analytic

7.วิธีการหาและวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ให้ “ใช่” สำหรับธุรกิจ

8.เรียนรู้การใช้เครื่องมือในการทำโปรโมชั่น การคัดแยกลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ ทำได้อย่างไร

9.ศึกษาข้อมูลการทำการตลาดออนไลน์ด้วยหลัก E-Marketing

10.การเก็บข้อมูลเพื่อสร้างการขายแบบ Top Speed Biz

หลักสูตรอบรม ทำเว็บไซต์สำเร็จรูปด้วยตนเอง WordPress

สร้าง & บริหารเว็บธุรกิจสำเร็จรูปด้วยตนเอง (WordPress : Web Management)

หลักสูตร : สร้าง & บริหารเว็บธุรกิจสำเร็จรูปด้วยตนเอง

สอนแบบ Workshop ไม่ใช่แค่ทฤษฎีแต่ให้ท่านได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อนํากลับไปงานได้จริง

การเป็นเจ้าของ VS การขอยืมพื้นที่ แบบไหนควรลงทุนมากกว่ากัน

คําถาม : หากคุณเช่าอพาร์ตเมนต์คุณจะเสียเงินหลายล้านเพื่อปรับปรุงให้ดีเลยหรือไม่?

คําตอบ : ไม่เช่นกัน การลงทุนกับเว็บไซต์หรืออีเมล์ที่เป็นของคุณแน่ๆ น่าจะคุ้มกว่าหรือเปล่า

หลักสูตรนี้เหมาะสําหรับ…

เหมาะสําหรับมือใหม่ ไม่จําเป็นต้องมีพื้นฐานด้าน IT  ก็สามารถการสร้างเว็บได้

ไม่ได้สอนทฤษฏีแต่ลงมือปฏิบัติจริง สอนแบบ step by step ตั้งแต่พื้นฐาน การลงโปรแกรม จนถึงสร้างเว็บไซต์ได้ด้วย WordPress

สําหรับท่านที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ให้ร้านค้า หน่วยงาน หรือเว็บส่วนตัว ด้วยรูปแบบเว็บสมัยใหม่ responsive web design

มีระบบหน้าบ้าน-ระบบหลังบ้าน ซึ่งทําให้ผู้ดูแลเว็บ สามารถบริหารจัดการรูปแบบเว็บและข้อมูลต่างๆ ของเว็บได้เองโดยง่าย

ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลร้านค้า สินค้า ข้อมูลภาพ รวมถึงการ Plug In Social Network อื่นๆ

  1. ธุรกิจ SMEs ที่ต้องการมีเว็บ ในการเพิ่มช่องทางการตลาดในโลกออนไลน์
  2. SMEs ที่กําลังพัฒนาด้านการตลาดดิจิตอล
  3. มือใหม่ ผู้เริ่มต้น ผู้สนใจ ทําเว็บเอง มีเว็บเป็นของตัวเอง
  4. หน่วยงานเอกชน หน่วยงานราชการ ที่ต้องการมีเว็บสําหรับหน่วยงาน
  5. บุคคลากร ผู้ดูแลงานด้านเว็บไซต์WordPress ขององค์กร
  6. พนักงานที่ทํางานประจําและต้องการมีกิจการค้าบนออนไลน์เป็นของตัวเอง

ท่านจะได้รับอะไรจากหลักสูตรนี้

  1. เรียนรู้การจดโดเมนเนมและโฮสติ้ง (Domain Name / Hosting)
  2. รู้จัก WordPress เบื้องต้น ก่อนปฏิบัติการ
  3. รู้ขั้นตอนการติดตั้ง WordPress และ Database
  4. จัดการ WordPress ทุกอย่างด้วย Administration Panel
  5. ตัวอย่างเว็บ WordPress และเว็บสมัยใหม่ ที่น่าสนใจ
  6. การติดตั้ง WordPress แบบ step-by-step
  7. ภาพรวม และองค์ประกอบภายใน หน้า Control Panel ของ WordPress
  8. การจัดการปรับค่าเบื้องต้น ที่จําเป็นสําหรับ ผู้ดูแลเว็บ (web admin)
  9. การสร้าง และจัดการ บทความ ภายในเว็บ
  10. การปรับแต่งบทความ ด้วยการใช้รูปแบบ เบื้องต้น (เฉพาะส่วนที่จําเป็น ไม่เน้นเขียนโปรแกรม)
  11. การปรับแต่งบทความ ด้วยภาพ วิดีโอ และการวางลิงค์ในบทความ (Image – YouTube – Links)
  12. วิธีการทําให้Google ให้รู้จักเว็บเราด้วย SEO Plugins
  13. การเลือกธีม (Theme) พร้อมการจัดการให้เหมาะกับการใช้งานในธุรกิจ
  14. ประสิทธิภาพของ WordPress ด้วย Plugins ที่ช่วยให้เว็บไซต์สมบูรณ์ขึ้น
  15. ลงข้อมูล / ติดตั้งและใช้งาน Plugins / ปรับแต่งเว็บไซต์

จับตา 3 พฤติกรรมการเงินลูกค้ายุคดิจิทัล ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมของธุรกิจธนาคาร

ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่แต่ละธุรกิจต้องขบคิดเพื่อหาโซลูชั่นส์ที่ดีที่สุดมาเป็นทางออก เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องถูกคลื่นของ Digital Disruption โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจทางการเงิน เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ ที่เข้ามา ไม่ได้กระทบเพียงแค่ในมิติใดมิติหนึ่งของธุรกิจเท่านั้น แต่ Effect ที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้ง Landscape หรือเข้ามาเปลี่ยนแปลงภาพรวมในสนามการแข่งขันของอุตสาหกรรมทางการเงินให้แตกต่างไปจากวิถีเดิมๆ ในแบบที่เคยคุ้นเคยไปอย่างสิ้นเชิง

คุณสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า  การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล ถือว่าเป็น Big Change สำหรับการทำธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการเงิน เพราะนำมาซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ทางด้าน FinTech ตามมามากมาย อาทิ คิวอาร์โค้ด พร้อมเพย์ บล็อกเชน AI อีวอลเล็ต ซึ่งเข้ามามีบทบาทและส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามากระทบการแข่งขันในธุรกิจธนาคารให้เปลี่ยนแปลงไป

โดย 3 พฤติกรรมเด่นๆ ที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Banking Industry  ประกอบด้วย

1. การเติบโตของการชำระเงินผ่านแพลตฟอร์มใหม่

New Platform ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นช่องทางการชำระเงินในปัจจุบัน และเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภคมากขึ้น เพราะสามาถจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ ผ่านธุรกรรมที่ทำเองได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต หรือผ่านระบบ e-Money ต่างๆ  ทดแทน Traditional Channel เช่น การจ่ายผ่านเช็ค การโอนผ่านเอทีเอ็ม การต้องไปทำธุกรรมที่สาขา หรือในรูปแบบการ์ดต่างๆ เป็นต้น

สิ่งยืนยันพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในประเด็นนี้ ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่สะท้อนปริมาณการชำระเงินผ่าน New Platform ในปี 2010 ที่มีอยู่เพียง 26% โดยเพียง 3 ปี สัดส่วนขยับมาเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนธุรกรรมที่เกิดขึ้น ขณะที่สัดส่วนยังเพิ่มต่อเนื่องเป็น 57% ในปี 2016 และ 62% ในปี 2017 ตามลำดับ

ผลที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมนี้ของผู้บริโภค คือ รายได้จากค่าธรรมเนียมในการให้บริการต่างๆ ที่ธนาคารเคยได้จะหายไป เพราะบริการผ่าน New Platform ส่วนใหญ่จะไม่คิดค่าธรรมเนียม ทำให้ในอนาคตโอกาสที่รายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ของธนาคารจะลดลง จนมีโอกาสที่จะกลายเป็น 0  ได้เลย

2. การเกิดขึ้นของ Crowd Funding
หลายคนอาจคิดว่า แม้รายได้จากฝั่งค่าธรรมเนียมจะลดลง แต่ธนาคารยังมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งเป็นฐานที่ใหญ่กว่า ธนาคารจึงไม่น่าได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นมากนัก แต่ขณะนี้เริ่มมองเห็นสัญญาณการขยายตัวของ Crowd Funding เพิ่มมากขึ้น แม้จะยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศเริ่มใช้วิธีนี้สำหรับการหาเงินทุนในการประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ Crowd Funding คือ การที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ เลือกใช้วิธีระดมทุนจากประชาชนทั่วไปผ่านทาง Online Platform ซึ่งไม่ต่างจากการกู้ในรูปแบบหนึ่ง และจะเป็นการเข้ามา Disrupt การปล่อยสินเชื่อของธนาคารในทางอ้อมอย่างแน่นอน แม้ขณะนี้อาจจะยังไม่เข้ามาในไทย ประกอบกับยังไม่มีข้อกำหนดต่างๆ ที่ออกมาเพื่อดูแลหรือควบคุมในเรื่องเหล่านี้ แต่ทางธนาคารจำเป็นต้องเตรียมพร้อมและหาทางรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าอาจจะเกิดแนวทางในการระดมทุนเช่นนี้ขึ้นในประเทศไทยได้ในอนาคต

 

3. Electronic Money

การที่ผู้ประกอบการต่างๆ หันมาทำกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตัวเองกันมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคนำเงินที่มีอยู่ไปใส่ไว้ในระบบ e-Money, e-Wallet กันมากขึ้น ก็เท่ากับเป็นการแชร์เงินจากผู้บริโภคที่เคยนำมาฝากไว้กับทางธนาคารให้เหลือน้อยลง ฐานเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ของฝั่งธนาคารก็จะย้ายมาอยู่ในระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มากขึ้น

อุปสรรคสำคัญของธุรกิจธนาคารในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันภายในธุรกิจเดียวกัน แต่ยังต้องแข่งกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย อาทิ กลุ่มโทรคมนาคม ร้านกาแฟ ปั๊มน้ำมัน ซึ่งเป็นภาพในเกมที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยสร้างความได้เปรียบด้วยการมีจำนวนสาขาที่มากกว่า มีตู้เอทีเอ็มมากกว่าก็มีโอกาสที่จะมีแชร์สูงกว่าคู่แข่ง แต่การเข้ามาดิจิทัลเป็นการเข้ามาเปลี่ยนที่พฤติกรรมของผู้บริโภค ที่ทำให้ทั้ง Landscape ของอุตสาหกรรมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

กรุงศรี SME หยิบดิจิทัลผสานจุดแข็ง

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ธุรกิจธนาคารต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถยืนหยัดอยู่ในธุรกิจและเติบโตต่อไปได้ โดยเฉพาะการรับมือกับกลุ่ม Non-Bank และ FinTech ที่จะเติบโตอย่างมากทำให้กลุ่มที่ไม่ปรับตัวหรือปรับตัวช้าไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต้องเพลี่ยงพล้ำได้

ขณะที่กลยุทธ์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยาในกลุ่มลูกค้า SME  คุณสยาม กล่าวว่า จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการลูกค้าให้ได้รับความสะดวก และความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งการมีต้นทุนในการดำเนินงานที่ต่ำที่สุด โดยเริ่มจากฐานลูกค้าในกลุ่มที่ทางธนาคารมีความแข็งแรง เพื่อเป็นโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งในตลาด และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะขยายการให้บริการไปจนครอบคลุมตลอดทั้ง Supply Chain และขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ในอนาคตต่อไป

“ความแข็งแกร่งของกรุงศรี SME คือการมีฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มธุรกิจของญี่ปุ่น และบริษัทต่างชาติ และเครือข่ายของ MUFG ซึ่งเป็นสถาบันทางการเงินชั้นนำที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและระดับโลก ทำให้จะโฟกัสความแข็งแรงในลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก โดยได้เปิดบริการโอนเงินแบบเรียลไทม์ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ที่ลดระยะเวลาในการโอนเงินข้ามประเทศของผู้ประกอบการไทยที่เคยต้องรอหลายวันมาเป็นการได้เงินแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งเตรียมให้บริการใหม่แก่ลูกค้าในการขอเบิกใช้วงเงินกู้หมุนเวียนแบบเรียลไทม์ โดยลูกค้าสามารถส่งคำขอเบิกสินเชื่อผ่านมือถือและรับเงินเข้าบัญชีได้ทันที”

นอกจากนี้ กรุงศรีมีแผนที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัล RM 4.0 (Relation Management) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า รองรับไลฟ์สไตล์ Work mobility เพื่อช่วยให้ธนาคารเข้าใจความต้องการของลูกค้ามากขึ้น  สามารถบริหารจัดการในการเข้าพบลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเครื่องมือ Location-Base Tool และสามารถทำงาน รวมทั้งติดตามการดำเนินงานต่างๆ ได้แบบทุกที่ทุกเวลา

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงศรีตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อสำหรับลูกค้า SME ให้เติบโต 8% หรือมากกว่าการขยายตัวของ GDP ประมาณ 2 เท่า หรือมียอดสินเชื่อรวมกว่า 1.85 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นยอดสินเชื่อใหม่ 7-8 หมื่นล้านบาท หลังจากปีที่ผ่านมาสามารถเติบโตได้ถึง 11.8% มากกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมโดยรวมที่เติบโต 5.7% ทำให้มียอดสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเป็น 1.71 แสนล้านบาท พร้อมทั้งสามารถรักษาระดับของ NPL ให้คงที่ไว้ได้ประมาณ 4.2% ซึ่งในปีนี้ก็จะรักษาระดับ NPL ไว้ในระดับนี้เช่นเดียวกัน

www.isocial.co.th

Cr: brandbuffet.in.th

#digitalmarketing #สอนการทำตลาดออนไลน์

 

จะทรานส์ฟอร์มไปสู่ new economy ได้อย่างไร

ความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มเซ็นทรัล” ในช่วงที่ผ่านมา สร้างเสียงฮือฮาให้กับวงการค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการชนะประมูลที่ดินของสถานทูตอังกฤษไปในราคาสูงลิบ บิ๊กโปรเจ็กต์ที่จะทำร่วมกับพาร์ตเนอร์ระดับยักษ์ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อปรับตัวและต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคแห่งดิจิทัล

ในงานแถลงข่าวประจำปี “ทศ จิราธิวัฒน์” ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และทีมบริหาร ได้ประกาศยุทธศาสตร์ทางธุรกิจครั้งใหญ่ ที่จะนำพาองค์กรไปสู่ “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี” ทั้งในด้านเทคโนโลยีและการเป็นผู้นำดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเปลี่ยนตัวเองจากค้าปลีกเป็น “เทคคอมปะนี” ในอนาคต

Q : จะทรานส์ฟอร์มไปสู่ new economy ได้อย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าเทรนด์ของโลกกำลังมุ่งไปที่ “new economy” หรือเศรษฐกิจใหม่ และปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอยู่ใน digital era ที่ใน 5-10 ปีจะส่งผลกระทบมหาศาล ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจและการแข่งขันไปอย่างสิ้นเชิง

กลุ่มเซ็นทรัลเองก็ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ โจทย์ของเราคือการทรานส์ฟอร์มจากค้าปลีกไปสู่นิวอีโคโนมี โดยให้ความสำคัญกับ “การจับมือกับพันธมิตร” สร้างความแข็งแรงไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับเครือดุสิตธานี, อิเกีย, เจดีดอทคอม อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในจีน, ฮ่องกง แลนด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกในปีที่ผ่านมา ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์แพลตฟอร์ม ช่องทางการจำหน่ายแบบออมนิแชนเนล การใช้บิ๊กดาต้าทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก เพื่อตอบสนองความต้องการแบบรายบุคคล

Q : ความคืบหน้าของโครงการที่ทำร่วมกับพาร์ตเนอร์

หลังจากปีที่ผ่านมาได้ร่วมทุนกับเจดีดอทคอมมูลค่ากว่า 1.75 หมื่นล้านบาท จัดตั้ง “เจดี เซ็นทรัล” สร้างมาร์เก็ตเพลซ ภายใต้ชื่อ JD.co.th มีแผนที่จะเปิดตัวในเดือนพฤษภาคมนี้ ยังทำให้เกิด 2 ธุรกิจใหม่ในเครือ อย่างอีโลจิสติกส์ และอีไฟแนนซ์ สู่การเป็นฟินเทคอย่างเต็มตัว ให้บริการการเงินอย่างครบวงจร โดยจะเริ่มในช่วงปลายปี

การร่วมมือกับดุสิตกรุ๊ป พัฒนาที่ดินบริเวณพระราม 4 (โรงแรมดุสิตธานี) และฮ่องกงแลนด์ ในพื้นที่ของสถานทูตอังกฤษ ข้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ซึ่งมีพื้นที่รวมกันเกือบ 1 ล้านตร.ม. ทำโครงการมิกซ์ยูสอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ที่พักอาศัย มูลค่าการลงทุนรวมทั้ง 2 โครงการ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาพูดคุย คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 1-2 ปีนี้

ส่วนการร่วมมือกับอิเกีย เปิดสาขาที่ 2 บริเวณข้างเซ็นทรัล เวสต์เกต และมีทางเข้าออกที่เชื่อมกัน บนพื้นที่ 5 หมื่น ตร.ม. ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงได้ เตรียมที่จะเปิดตัวในวันที่ 15 มี.ค. 61

Q : มีโครงการมิกซ์ยูสเกิดขึ้นมาก กังวลเรื่องโอเวอร์ซัพพลายหรือไม่

ความจริงของเราเน้นที่ไพรมโลเกชั่น ซึ่งมัน super sure เลยว่าไม่มีทางเหมือนที่อื่นอยู่แล้ว แม้กระทั่งคอนโดฯของซีพีเอ็น ก็ทำให้อยู่ใกล้ศูนย์ของเรา ซึ่งลูกค้าก็ชอบและให้การตอบรับที่ดี ในแง่เราการทำมิกซ์ยูสถือว่ามั่นใจมาก แต่คนอื่นถ้าไม่ระวังก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

Q : 5 ปีข้างหน้า ค้าปลีกที่เป็นคอร์บิสซิเนสจะมีทิศทางอย่างไร

แม้ว่าทิศทางจะเน้นไปที่ออนไลน์ แต่ตัว physical store ก็ยังคงเดินหน้าขยายต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้กลุ่มเซ็นทรัลมีสาขาทั้งหมด 4,970 สาขา ใน 38 จังหวัด ใน 5 ปีข้างหน้าจะขยายให้ครอบคลุม 52 จังหวัด หรือมีทั้งหมด 7,509 สาขา และมีฟอร์แมตใหม่ ๆ เข้ามาเติมเต็ม รับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดขึ้น เช่น ท็อปพลาซ่า ศูนย์การค้าขนาดย่อมที่จะเข้าไปเจาะตลาดในหัวเมืองรอง เปิดที่อุดรฯและพิจิตรเมื่อปีที่ผ่านมา กำลังจะเปิดเพิ่มที่พะเยาและสิงห์บุรีในปีนี้ ตลอดจนการเติบโตในทวีปยุโรป อาทิ ห้างสรรพสินค้ารีนาเซนเตในอิตาลี, ห้างสรรพสินค้าอิลลุมในเดนมาร์ก ฯลฯ มีรายได้ในปีที่ผ่านมา 5.1 หมื่นล้านบาท และเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยกลุ่มเซ็นทรัลได้เข้าไปทำธุรกิจค้าปลีกบิ๊กซี, ธุรกิจอาหาร ลานชีมาร์ท, ธุรกิจแฟชั่น โรบินส์ เดลาลา ซูเปอร์สปอร์ต และมาร์กแอนด์สเปนเซอร์, ธุรกิจฮาร์ดไลน์ เหงียนคิม และบีทูเอส, ธุรกิจออนไลน์แพลตฟอร์ม โดยปีที่ผ่านมามีรายได้ 4.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีสาขามากกว่า 700 แห่ง และมีรายได้เติบโต 4 เท่าตัว

Q : การลงทุนที่จะเกิดขึ้น

ในปีนี้ได้วางงบฯการลงทุนไว้ทั้งหมด 47,500 ล้านบาท สูงกว่าปีที่ผ่านมา 28% รองรับการขยายสาขาทั้งไทยและเวียดนาม 400 สาขา และรีโนเวตศูนย์การค้า ซึ่งยังไม่รวมงบฯสำหรับการควบรวมกิจการ รวมถึงโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสในพื้นที่สถานทูตอังกฤษ คาดว่าภายใน 5 ปี จะต้องใช้เม็ดเงินลงทุน 2-3 แสนล้านบาท เพื่อผลักดันให้กลุ่มเซ็นทรัลมีการเติบโตแบบเท่าตัว หรือมีรายได้ประมาณ 8 แสนล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่าจะปิดยอดขายได้ที่เกือบ 4 แสนล้านบาท

Q : ความท้าทายของเศรษฐกิจและกำลังซื้อในปีนี้

บรรยากาศการจับจ่ายของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น การเลือกตั้งที่จะมาถึง ตลอดจนการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะใน EEC ที่ไม่เพียงส่งเสริมการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรม แต่รวมไปถึงกลุ่มบริการ การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน ศักยภาพของเขตเศรษฐกิจดังกล่าวอาจเทียบเท่าได้กับกรุงเทพฯแห่งที่ 2 ซึ่งทางกลุ่มเซ็นทรัลก็มีความสนใจ และศึกษาที่จะขยายเข้าไปใน EEC เพื่อรับกับศักยภาพและโอกาสที่เกิดขึ้น โดยมองการเข้าไปลงทุนในกลุ่มเซอร์วิส เช่น ท่องเที่ยวและโรงแรม

“เรื่องเทคโนโลยี บางคนบอกว่ามันคือดิสรัปชั่น แต่เรามองว่าเทคโนโลยีเป็นตัว enhance เสริมให้เราดีขึ้นด้วยซ้ำ เมื่อก่อนเวลาไปเปิดสาขาภูเก็ต พื้นที่ก็จำกัด ไม่สามารถสร้างใหญ่ได้ พอออนไลน์มามันก็ไม่มีความจำกัดเรื่องพื้นที่ เรื่องแบรนด์แล้ว”

จากค้าปลีก สู่เทคคอมปะนี ยุทธศาสตร์ใหม่ของ “ทศ จิราธิวัฒน์” จะเปลี่ยนโฉมธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลแค่ไหน ต้องติดตาม

www.isocial.co.th

#digitalmarketing #สอนการทำตลาดออนไลน์ #Adwords #marketing4.0

cr ข่าว : prachachat.net

cr รูป : ไทยรัฐ

 

 

 

 

2C2P เปิดช่องจ่ายเงินผ่าน QR Gateway ให้ชำระเงินผ่านทุกแอป

2C2P เปิดช่องจ่ายเงินผ่าน QR Gateway ให้ชำระเงินผ่านทุกแอป ทุกธนาคาร ทุกบัตรเครดิต
นายปิยชาติ รัตน์ประสาทพร กรรมการบริหาร บริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) จำกัด (2C2P) ผู้ให้บริการ Online Payment กล่าวว่า 2C2P ผู้นำในการให้บริการการรับชำระเงินแบบครบวงจรในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมทัพ จับมือกับร้านค้าชั้นนำต่างๆ อาทิ การบินไทย เซ็นทรัล เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ เมืองไทยประกันภัย และไปรษณีย์ไทย รับชำระโดยการสแกน Thailand Standard QR Payment ตามมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรก
โดยลูกค้าสามารถเลือกสามารถเลือกใช้ โมบายแบงก์กิ้งแอปพลิเคชันของธนาคาร ในการสแกน QR เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการโดยสามารถเลือกตัดจาก บัตรเครดิตต่าง ๆ ที่เพิ่มไว้ อาทิ Visa, MasterCard, UnionPay, American Express และ JCB หรือบัญชีธนาคารของลูกค้า ที่ร้านค้าออนไลน์และร้านค้าออฟไลน์ที่ร่วมรายการ โดยจะเริ่มจากบัตร Visa ในเฟสแรกตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมนี้ และตามด้วยบัตรอื่น ๆ ในลำดับถัดไป
www.isocial.co.th
#digitalmarketing #ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง #สอนการทำตลาดออนไลน์

Cr ข่าว : prachachat.net

“เฟซบุ๊ก”ลดReach

“โธธโซเชียล” ชำแหละพฤติกรรมการใช้ “โซเชียลมีเดีย”คนไทย “เฟซบุ๊ก” 49 ล้านบัญชี อันดับ 8 โลก แต่โตแค่ 4% แนะธุรกิจเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะกับเป้าหมาย ชี้นโยบายลดการเข้าถึง “โพสต์”ทำให้ยอดการมีส่วนร่วมต่อโพสต์ลด 27% แอ็กทีฟยูสเซอร์ “ทวิตเตอร์” เพิ่ม 82% คนใช้โต 33% เป็น 12 ล้าน วัยรุ่นนอนดึกขึ้น ฟาก”ไอจี” คนใช้ 12 ล้านคน

นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โธธ โซเชียล โอบีว็อค กล่าวว่า ปี 2560 ที่ผ่านมา มีการโพสต์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียมากกว่า 3.6 พันล้านข้อความ กว่า 300 ล้านข้อความพูดถึงเรื่องบันเทิง โดยมีการพูดถึงศิลปินชาย 52.5% รายการทีวี 29.7% และนักแสดง 5.9% ขณะที่พูดถึงแบรนด์สินค้าเพียง30 ล้านข้อความ

ส่วนเรื่องราวที่มีการพูดถึงมากที่สุดในแต่ละไตรมาสพบว่า ไตรมาส 1 คือ เดอะแมสก์ซิงเกอร์และการโหวตนางงามจักรวาล ไตรมาส 2 “หน้ากากหอยนางรม” และเพลง “คนละชั้น” ของเจ้านาย ไตรมาส 3 เรื่องการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ และแฮชแท็ก #ต่ำตม รวมถึงภาพยนตร์ “ส้ม ผัก เสี่ยน” และไตรมาส 4 เรื่อง “นางงามจักรวาล” และแคมเปญ “ก้าวคนละก้าว”

เฟซบุ๊กลด reach กระทบอีกเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา คือ เฟซบุ๊กปรับฟีเจอร์ให้ลดค่าการเข้าถึง (reach) คอนเทนต์ที่มีการโพสต์ (เทียบปีที่แล้วจนถึง ม.ค.ปี 2561) ส่งผลให้จำนวนแบรนด์โพสต์เพิ่มขึ้น 52% แต่ยอดการมีส่วนร่วม (engagement) เพิ่มเพียง 12% อัตราการมีส่วนร่วมเฉลี่ยต่อการโพสต์ (engagement per post) ลดลง 27% ดังนั้น ถ้าการโพสต์ 1 ครั้งเคยได้ 100 จะเหลือ 73 ทำให้แบรนด์ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อทำคอนเทนต์ให้ดีขึ้น หากต้องการรักษาระดับเดิมไว้ แนวโน้มในปีนี้แต่ละแบรนด์จึงจะปรับเปลี่ยนแผนการตลาด

“เราไม่รู้ว่าแบรนด์จะใช้งบฯการตลาดมากขึ้นหรือไม่ แต่มองว่ายังไงแบรนด์ก็ใช้เฟซบุ๊ก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี แบรนด์ต้องแข่งกับเอสเอ็มอีด้วย ไม่ใช่แค่กับแบรนด์ด้วยกัน แบรนด์อาจทุ่มให้เฟซบุ๊กมากขึ้น หรือเปลี่ยนแพลตฟอร์มก็ได้ การลงทุนต้องขึ้นอยู่กับกลยุทธ์อาจหันไปจ่ายแพลตฟอร์มที่คิดว่าคุ้มกว่า”

ด้านนายพเนิน อัศววิภาส รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวถึงการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยว่า คนใช้เฟซบุ๊ก มี 49 ล้าน โต 4% ขณะที่ทั้งโลกมีผู้ใช้ 2.13 พันล้านคน โต 10% ประเทศที่มีผู้ใช้มากที่สุด คือ “อินเดีย” แทนสหรัฐอเมริกาจากจำนวนประชากรและอัตราการใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น แบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงตลาดอินเดียจึงอาจต้องใช้เฟซบุ๊ก

“คนใช้เฟซบุ๊กในไทยโตค่อนข้างช้า ขณะที่คนลงโฆษณาเพิ่ม ค่าโฆษณาก็น่าจะแพงขึ้น”

ส่วนไทยเป็นอันดับ 8 ของโลก และช่วงที่มีการใช้มากที่สุดยังเป็น สิบโมงเช้าถึงเที่ยง บ่ายสองถึงบ่ายสาม และหกโมงเย็นถึงห้าทุ่ม กดไลก์ 89% คอมเมนต์ 3% แชร์ 5% และกดรีแอ็กชั่น 3%

ขณะที่อินสตาแกรมมีผู้ใช้ในไทย 13.6 ล้านแอ็กเคานต์ โต 24% จาก11 ล้านราย ทั่วโลกมีผู้ใช้ 800 ล้านคน โต 14% โดยไทยอยู่อันดับ 14 ของโลก ช่วงเวลาเป็นช่วงวันเสาร์-อาทิตย์เป็นหลัก ส่วนวันธรรมดาจะใช้ 18.00-22.00 น.

สำหรับพฤติกรรมผู้ใช้ 71% โพสต์รูป 24% โพสต์รูปแบบหลายรูปในโพสต์เดียว (carousel) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ และ 5% โพสต์วิดีโอ จากข้อมูลจะเห็นว่าคนไทยมีความคุ้นชินกับฟีเจอร์ใหม่และสามารถใช้ได้ดี

ทวิตเตอร์มีผู้ใช้ 12 ล้านโต 33% ยอดแอ็กทีฟเพิ่ม 82% มีแบรนด์โพสต์ข้อความเพิ่ม 124% รีทวิตเพิ่ม 101% ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นใช้ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน และปี 2561 เริ่มลามไปตีหนึ่ง แบรนด์สินค้าที่มีบริการ 24 ชั่วโมง มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นผ่านได้

แนะแบรนด์ปรับแผน

ส่วนรูปแบบคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียที่มี engagement มากที่สุด 3 อันดับ คือ วิดีโอ มีจำนวน 2,556 engagement รูปภาพ 1,273 engagement และลิงก์ 1,199 engagement

“จากข้อมูลจะเห็นว่าแบรนด์ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว ถ้าเราไม่ปรับตาม ก็จะถอยหลังไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าเราตั้งคำถามได้ถูกต้อง เราสามารถจะเอาดาต้าเหล่านี้ไปต่อยอดธุรกิจได้อีกมหาศาล”

www.isocial.co.th

#ข่าวเฟสบุ๊ค #ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง #marketing4.0

cr:prachachat.net

 

 

หลักสูตรอบรมเทคนิคการใช้ Google Services & Online Tools

เทคนิคการใช้ Google Services & Online Tools จัดการข้อมูลในองค์กร

หลักสูตร : เทคนิคการใช้ Google Services & Online Tools บริหารจัดการข้อมูลและองค์กร

สอนแบบ Workshop ไม่ใช่แค่ทฤษฎีแต่ให้ท่านได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อนํากลับไปงานได้จริง

Gmail, ปฏิทิน, ไดรฟ์, เอกสาร พร้อมเครื่องมือออนไลน์อื่นๆ อีกมากมาย

Google Service คือชุดเครื่องมือแบบคลาวด์สําหรับธุรกิจที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทํางาน ให้คุณทํางานได้จากทุกที่ ผ่านอุปกรณ์ทุกชนิด

หลักสูตรนี้เหมาะสําหรับใครบ้าง

  1. นักธุรกิจ SMEs
  2. ผู้ทําธุรกิจ E-Commerce
  3. ผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ อาจารย์นักศึกษา นักเรียน
  4. ผู้ต้องการบริหารข้อมูลภายในกลุ่ม แผนก ฝ่ายต่างๆ
  5. นักการตลาดรุ่นใหม่ – Social Media Marketing
  6. บุคคลทั่วไปที่ต้องการเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากสื่อออนไลน์

ท่านจะได้รับอะไรจากหลักสูตรนี้

  1. เครื่องมือในการจัดการโครงการต่างๆ Google Mail การ Set Mail Client, Google Calendar ในการ Set ปฏิทินใช้ร่วมกัน
  2. ใช้งานรวมถึงบริหาร Cloud Storage และการติดตั้ง ใช้ร่วมกันภายในองค์กร
  3. รู้จักและใช้Google Web Store ในการจัดการผ่าน Browser
  4. เครื่องมือ เพื่อสนับสนุนการจัดทําโครงการ เช่น Pixel Editor, Drawing
  5. วางแผนโครงการ วาด Flow, Mind Map (ในการรวบรวมประเด็น), Site Map ในการกําหนดโครงสร้าง (เน้นไปที่เว็บไซต์)
  6. การทํา Presentation ให้อ่านง่าย เทคนิคการ Pitch และ Present งาน, การใช้เครื่องมือทํา Infographic
  7. รู้จักและใช้เครื่องมือในการเก็บ หรือเรียกดูสถิติต่างๆ รวมถึงการ Monitor ผ่าน Smart Phone รู้จักโฆษณาต่างๆ และการจัดการ ของ Google
  8. รู้จักใช้เครื่องมือ เพื่อสนับสนุนการจัดทําโครงการ เช่น Pixel Editor, Drawing
  9. การกําหนดสิทธิและการเข้าถึงไฟล์ต่างๆ และร่วมทําโครงงานพร้อมกัน
  10. บริหารจัดการระบบบัญชีหรือการ Monitor ผ่าน Google Sheet และ Form จัดการ ให้ร้านค้าหรือธุรกิจของท่านอยู่ใน Map ต่างๆ