‘แจ็คหม่า’ ยกทัพบุกไทย! ผุด 5 โปรเจ็กต์ยักษ์ ปั้น ‘อี-คอมเมิร์ซ’ ทะลุ 1.8 แสนล้าน

‘แจ็คหม่า’ ยกทัพบุกไทย! ผุด 5 โปรเจ็กต์ยักษ์ ปั้น ‘อี-คอมเมิร์ซ’ ทะลุ 1.8 แสนล้าน

‘อุตตม’ เผย ‘แจ็ค หม่า’ เจ้าพ่ออาลีบาบา ยกทัพบริษัทลูกตอกเสาเข็มลงทุนไทย สร้างดิจิตอลฮับ ขนส่งสินค้า รุกแพลตฟอร์มท่องเที่ยว ขายข้าวออนไลน์ ดันรายได้ธุรกิจ ‘อี-คอมเมิร์ซ’ ปี 2565 โตก้าวกระโดดทะลุ 1.8 แสนล้านบาท

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นายแจ็ค หม่า ประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบา จะมาเยือนประเทศไทยในวันที่ 19 เม.ย. 2561 นี้ เพื่อประกาศแผนการลงทุนของอาลีบาบาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิตอลและส่งเสริมบุคลากรไทยในการพัฒนาทักษะและขีดความสามารถด้านดิจิตอล อี-คอมเมิร์ซ ใน 5 โครงการสำคัญ ๆ ประกอบด้วย

รุกตั้ง ‘ดิจิตอลฮับ’ ในอีอีซี
1.โครงการลงทุนสร้างศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่อีอีซี เงินลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาท เปิดดำเนินงานปี 2562 โดยจะอาศัยเทคโนโลยีระดับโลกของอาลีบาบาในด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และไปยังที่อื่นทั่วโลก ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานกับกรมศุลกากรในการยกระดับพิธีการทางศุลกากรให้เป็นระบบดิจิตอลด้วย

“การตั้งศูนย์ Smart Digital Hub นี้ จะช่วยผลักดันให้เหล่าธุรกิจ Startup และ SMEs ไทย สามารถพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิตอลให้เข้าถึงตลาดทั่วโลกได้ รวมถึงจะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาดิจิตอลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานอีอีซีจะเชื่อมประสาน Smart Digital Hub กับเขตนวัตกรรมดิจจิตอล หรือ ดิจิตอลพาร์ก (EECd) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ด้วย”

เร่งสร้าง “ดาวเด่นดิจิตอล”
2.โครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรในด้านดิจิตอลและการส่งเสริมธุรกิจผ่าน อี-คอมเมิร์ซ ซึ่งอาลีบาบาจะร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนากลุ่มคนเก่ง หรือ “ดาวเด่นด้านดิจิตอล” โดยอาลีบาบาได้เสนอให้วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา หรือ Alibaba Business School (ABS) มาร่วมสนับสนุนการใช้ Platform E-Commerce เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน รวมทั้งจะเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงผู้ประกอบการไทย ไปร่วมเข้าโครงการฝึกอบรมพัฒนาในด้านดิจิตอลและ อี-คอมเมิร์ซ ให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งสร้างเครือข่ายกับดาวเด่น หรือ Talents ทั่วโลก ที่ประเทศจีนอีกด้วย

3.โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิตอล อี-คอมเมิร์ซ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ของไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิตอล โดยอาลีบาบาจะจัดทีมงานร่วมลงพื้นที่กับทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรมพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการ Startup ระดับชุมชนทั่วประเทศ

เจาะท่องเที่ยวออนไลน์
4.อาลีบาบาจะร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการจัดทำ Thailand Tourism Platform สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อจัดกิจกรรมด้านการตลาดร่วมกันบนออนไลน์แพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงกับสื่อและช่องทางต่าง ๆ ของ ททท. รวมทั้งจะร่วมมือกันในด้านการใช้ข้อมูลทางการท่องเที่ยว (Tourism Big Data) เพื่อเจาะลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนร่วมมือกันส่งเสริมการท่องเที่ยวในไทยให้รองรับกับยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเมืองรองและการท่องเที่ยวในระดับชุมชนของรัฐบาล

5.กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับอาลีบาบาในการเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com เพื่อสนับสนุนการขายข้าวไทยทางออนไลน์ในจีน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกษตรกรผู้ประกอบการและผู้ส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว สามารถเข้าถึงตลาด E-Commerce ในจีน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

รายได้ ‘อี-คอมเมิร์ซ’ พุ่ง
นายอุตตม กล่าวว่า การเดินทางเยือนไทยครั้งนี้ นายแจ็ค หม่า มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และจะเข้าร่วมพิธีลงนามข้อตกลงความเข้าใจสำหรับโครงการลงทุนใน EEC และความร่วมมือ 4 ฉบับ ซึ่งอาลีบาบาได้ทำการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบในระดับภูมิภาค และเล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นศูนย์กลางด้านดิจิตอลและ อี-คอมเมิร์ซ ในภูมิภาค จึงมีความตั้งใจที่จะมาลงทุนและร่วมมือกับหน่วยงานของไทยในโครงการต่าง ๆ โดยคาดว่ารายได้จากธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ ในประเทศไทย จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 113,400 ล้านบาท ในปี 2561 เป็น 186,500 ล้านบาท ในปี 2565

ดันท่องเที่ยวเมืองรอง
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. มีความร่วมมือกับอาลีบาบาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในการลงนามความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (MOU) ระหว่าง ททท. กับบริษัท Fliggy (เดิมคือ บริษัท Alitrip) ในวันที่ 19 เม.ย. นี้ จะมีสาระหลักเพิ่มเติม จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ เคยมีการลงนามร่วมกันมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2559 กับทาง Alitrip

โดยการลงนามครั้งล่าสุดที่จะเกิดขึ้นกับ Fliggy มีสาระหลักเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มน้ำหนักด้าน Digital Tourism มี Data Sharing Mechanism รวมทั้งการนำเสนอข้อมูลผ่านระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ การสนับสนุนข้อมูลเพื่อแนะนำช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และข้อมูล/ระบบ เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกเดินทางท่องเที่ยวในไทย รวมไปถึงการส่งเสริมพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ควบคู่ไปกับแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ที่มีความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย เป็นต้น

สำหรับความร่วมมือ MOU ระหว่างกันก่อนหน้านี้ ที่มีการดำเนินการร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง จะเน้นใน 6 ประเด็นหลัก

ประเด็นที่ 1 การร่วมมือจัดทำ Thailand Tourism Platform สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อจัดกิจกรรมด้านการตลาดร่วมกันบนออนไลน์ แพลตฟอร์ม ของ Alitrip โดยสามารถเชื่อมโยงกับสื่อและช่องทางต่าง ๆ ของ ททท. สำนักงานในประเทศจีน

ประเด็นที่ 2 การส่งเสริมการตลาด โดยเชิญชวนให้บริษัทนำเที่ยวที่มีคุณภาพทั้งในไทยและจีน ร่วมขายแพ็คเกจบนออนไลน์ แพลตฟอร์ม ของ Alitrip

ประเด็นที่ 3 ความร่วมมือด้านการจัดทำระบบตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของแพ็คเกจทัวร์ รวมทั้งสินค้าและบริการต่าง ๆ ของบริษัทนำเที่ยว ที่ขายแพ็คเกจบนออนไลน์ แพลตฟอร์ม ของ Alitrip

ประเด็นที่ 4 ความร่วมมือด้านการสร้างและนำเสนอสินค้าและบริการใหม่ ๆ เช่น สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวด้านลักชัวรี, เมดิคัล, สปอร์ต เป็นต้น

ประเด็นที่ 5 ความร่วมมือด้านการแชร์ข้อมูลทางการท่องเที่ยวร่วมกัน เพื่อเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่ 6 ความร่วมมือในการประสานช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย โดยการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหรือศูนย์เซอร์วิส เซ็นเตอร์ เป็นต้น

ไม่รับลูกขายข้าวออนไลน์
นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับอาลีบาบา ในการเปิดตัวในโครงการ ‘Thai Rice Flagship Store’ บนเว็บไซต์ Tmall.com เพื่อสนับสนุนการขายข้าวทางออนไลน์จีนนั้น ทางสมาคมก็ได้แจ้งกับสมาชิกให้ทราบว่า ทางรัฐบาลจะมีโครงการนี้ หากสมาชิกบริษัทไหนสนใจให้ติดต่อไปที่กระทรวงพาณิชย์โดยตรง เพราะการนำข้าวเข้าไปขายได้ ผู้นำเข้าข้าวไทยจะต้องมีโควตาการนำเข้าและบริษัทไทยที่จะขายข้าวได้ ก็ต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ซึ่งปัจจุบัน มีบริษัทไทยแค่ 48 ราย ที่สามารถจะขายข้าวได้ โดยแต่ละรายก็ขายออนไลน์อยู่แล้ว ถ้านอกเหนือ 48 บริษัท ที่ได้รับการรับรอง จะนำไปขายข้าวได้หรือไม่ ดังนั้น โครงการนี้ไม่ผ่านความร่วมมือกับสมาคม แต่จะใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ ถ้าบริษัทไหนสนใจก็ติดต่อไปที่กระทรวงพาณิชย์สอบถามโดยตรงได้ทันที

www.isocial.co.th

#isocialgroup  #แจ๊คหม่า #สอนการทำตลาดออนไลน์ #sme

cr ข่าวและภาพ : thansettakij.com

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *